วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ความแปลกแยก (Alienation) ของผู้ต้องขัง : เหตุที่ไม่อาจคืนคนดีสู่สังคม


ความแปลกแยก (Alienation) ของผู้ต้องขัง : เหตุที่ไม่อาจคืนคนดีสู่สังคม
* มานะ  วินทะไชย  
***********************************************

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่กรมราชทัณฑ์เผชิญอยู่ คือ การกระทำผิดซ้ำของผู้พ้นโทษ แม้ว่าผู้พ้นโทษเหล่านั้นจะได้ผ่านกระบวนการแก้ไข พัฒนาพฤตินิสัย รวมทั้งการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย  จนมั่นใจได้ว่าเป็นคนดี จึงส่งมอบต่อสังคม เมื่อถึงกำหนดตามกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทว่า คนดี ส่วนหนึ่งได้กลับมากระทำผิดซ้ำอีก โดยหลายฝ่ายมองไปที่บริบทภายนอกว่า เกิดจากสังคมไม่หยิบยื่นโอกาส ไม่ให้อภัย ไม่ยอมรับกลับสู่สังคม แต่ผู้เขียนเห็นว่า เหตุทั้งนี้ หาได้สามารถอธิบายด้วยมิติการกระทำทางสังคมแต่เพียงด้านเดียวไม่ เพราะหากได้พิจารณาสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบแนวความคิด ความแปลกแยก(Alienation) ของ Karl Marx อาจพบว่า เหตุที่แท้จริงนั้น อาจเป็นได้ว่า สนิมเกิดแต่เนื้อในตน


ความแปลกแยก (Alienation) เป็นแนวความคิดของ Karl Marx (1818-1883) นักปรัชญาการเมืองสำนักความคิดสังคมนิยม Marxism ใช้สำหรับอธิบายสภาพชีวิตและความรู้สึกของกรรมกรในโรงงานอุตสาหกรรม ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เขากล่าวว่า ชนชั้นกรรมกรในระบบอุตสาหกรรมทุนนิยมจะตกอยู่ภายใต้สภาวะความแปลกแยกหรือความเหินห่าง เพราะพวกนี้จะรู้สึกว่า ถูกแยกออกจากกระบวนการผลิต ตลอดจนการครอบครองปัจจัยแห่งการผลิต ทำให้แรงงาน เวลา และชีวิตของชนชั้นกรรมกร เป็นส่วนหนึ่งของนายทุน โดยกรรมกรจะตกอยู่ในสภาพเหมือนเป็น ส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ลักษณะเช่นนี้  Marx  เรียกว่า การลดคุณค่าของความเป็นมนุษย์(Dehumanization) เริ่มต้นจากความรู้สึกว่า ตัวตนถูกแยกออกจากกระบวนการผลิตในตัวของมันเอง ไปสู่การแยกออกจากผลผลิต ที่ได้จากกระบวนการผลิตนั้น แล้วไปสู่การแยกออกจากข้อผูกพันทางสังคม แยกออกจากบุคคลอื่นๆ และแยกออกจากความเป็นมนุษย์ของตนเองในที่สุด (จรัส,2545:12)

จากแนวคิดดังกล่าว อธิบายถึงความแปลกแยกทางสังคม รวมทั้งสิ่งใดๆที่ประกอบสร้างเป็นสังคมได้ว่า สาเหตุที่บุคคลมีความรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นส่วนหนึ่ง หรือไม่มีความผูกพันต่อสังคม ซึ่งอาจรวมไปถึงการนิ่งเฉย ไม่ยินดียินร้าย กระทั่งต่อต้านสังคม เนื่องจากบุคคลมีความรู้สึกว่า ความเป็นไปในสังคมในรูปแบบหรือกิจกรรมต่างๆ นั้น ตนเองไม่มีอำนาจที่จะควบคุมให้เกิดผลตามที่ต้องการได้ ตรงกันข้ามกลับถูกควบคุมในรูปแบบหรือวิธีการต่างๆ ไม่สามารถที่จะทำนายหรือคาดการณ์ได้ว่า รูปแบบความสัมพันธ์ของตนที่มีต่อสังคมดังกล่าว จะส่งผลในทางดี หรือร้าย หรือตามที่ตนต้องการหรือไม่เพียงใด  ไม่สามารถหาปทัสถานหรือกฎเกณฑ์ที่จะเป็นแบบฉบับของรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมได้อย่างถูกต้อง มีความรู้สึกว่าตนเองไม่ต้องการที่จะเข้าไปสู่การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม  ดังนั้น จึงเกิดความรู้สึกว่า ตนเองเป็นสิ่งแปลกปลอม เป็นความแปลกแยก แตกต่างจากสังคม และไม่อยากให้ความสนใจในรูปแบบ กิจกรรมความสัมพันธ์ในทางสังคมอีกต่อไป

 
เมื่อไม่สนใจสังคม สังคมก็ไม่นำพาต่อบุคคลผู้นั้น ในขณะเดียวกันสังคมกลับสร้างแรงบีบกดให้  เกิดความรู้สึกอึดอัด ขัดใจในตนเอง เกิดความสับสน แปลกแยกกับสังคมอันจะพัฒนาบุคลิกภาพไปสู่การต่อต้าน ทำลาย ทำร้ายสังคม ด้วยการกระทำผิดในรูปแบบของอาชญากรรมประเภทต่างๆ ผลที่ตามมาคือ บุคคลผู้แปลกแยกเหล่านั้น ต้องเข้าสู่ระบบเรือนจำ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความแปลกแยกมากยิ่งขึ้นไปอีก    ด้วยเหตุที่ ทั้งโครงสร้างและกระบวนการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรือนจำมีส่วนสำคัญในการสร้างความแปลกแยกในตัวตนของผู้ต้องขัง กล่าวคือ  
1. ผู้ต้องขังแปลกแยก จากกระบวนการของเรือนจำที่ต้องทำตามตารางเวลาเกี่ยวกับการควบคุม การฝึกวิชาชีพ  การเรียนการสอนการอบรม รวมทั้งการกินอยู่ หลับนอน และแนวทางการปฏิบัติอื่นๆ ภายใต้การกับกับ ควบคุม ชี้นำโดยเคร่งครัดของเจ้าหน้าที่ จากสภาวะดังกล่าว ใครก็ตามเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในกระบวนการที่เป็นสภาพบังคับ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ ย่อมส่งผลให้เกิดความรู้สึกแปลกแยกในกระบวนการของเรือนจำที่ต้องการประดิษฐ์สร้างตัวตนผู้ต้องขังที่กลายเป็นผลผลิตตามกรอบที่เรือนจำต้องการ หรืออีกนัยหนึ่งตามกรอบที่รัฐกำหนดให้เป็นไปตามอุดมการณ์ความสงบเรียบร้อยของสังคม-ความมั่นคงแห่งรัฐ แม้ว่าผู้ต้องขังจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม
2. ผู้ต้องขังแปลกแยกจากตัวเอง  มนุษย์ผู้แปลกแยกไม่สามารถที่จะควบคุมการดำเนินชีวิตของตนให้เป็นไปตามความปรารถนาไม่ว่าจะพอใจหรือไม่ก็ตาม (กาญจนา,2527 : 2) กล่าวคือ โดยทั่วไปมนุษย์จะไม่สามารถพัฒนาบุคลิกภาพของตัวเองได้โดยลำพัง และจะไม่มีบุคลิกภาพเป็นไปเองตามธรรมชาติ แต่จะต้องผ่านการกล่อมเกลาทางสังคม ซึ่งในกรณีผู้ต้องขัง เมื่ออยู่ในเรือนจำบุคลิกภาพจะถูกกำหนดขึ้นโดยบุคคลอื่น ทั้งจากเจ้าหน้าที่  ผู้ต้องขังด้วยกัน ตลอดจนกระบวนการปฏิบัติในเรือนจำ เช่น กฎ ระเบียบ โซ่ตรวน กรงเหล็ก ถ้อยคำสื่อสารที่แยกชั้น แบ่งระดับที่แฝงนัยของการกดขี่ เป็นต้น ล้วนแต่เป็นเครื่องมือลดทอนคุณค่าของความเป็นมนุษย์ทั้งสิ้น ซึ่งคอยบังคับ ควบคุมผู้ต้องขังให้อยู่ด้วยความหวาดระแวงและหวาดกลัว ทำให้รู้สึกสูญสิ้นความเคารพตนเอง สูญสิ้นความมีอำนาจในตัวเอง จนเกิดความรู้สึกต่อต้านตัวเอง กระทั่งขาดความเป็นตัวของตัวเอง แต่ก็ต้องยอมรับ ไม่ว่าจะพอใจหรือไม่ก็ตาม

3. ผู้ต้องขังแปลกแยกจากเรือนจำ เจ้าหน้าที่ และผู้ต้องขังด้วยกัน ด้วยเหตุจากสภาพแวดล้อมที่บีบบังคับให้ต้องทำ เพื่ออยู่ให้รอดภายใต้กระบวนการควบคุมและพัฒนาพฤตินิสัยไม่ว่าในรูปแบบหรือกิจกรรมใดและจะทำให้ได้มาซึ่งผลผลิต หรือผลิตภัณฑ์ใดก็ตาม ล้วนต้องเป็นไปตามกฎ ระเบียบที่เคร่งครัด พร้อมกับความซ้ำซาก จำเจ ไม่สามารถใช้ความคิด  แม้เพียงแต่จะดำรงชีวิตตามปกติในเรือนจำ ส่งผลให้ผู้ต้องขังเกิดความรู้สึกอยากแยกตัวเองออกจากเรือนจำ จากเจ้าหน้าที่ จากกระบวนการของเรือนจำ และจากผู้ต้องขังด้วยกัน เพื่อคงความเป็นตัวของตัวเองไว้ให้นานที่สุด แม้จะเหลืออยู่เพียงน้อยนิดก็ตาม

บุคลิกภาพที่ฝังแน่นติดตัวจากการประกอบสร้างผ่านระบบเรือนจำมานานปีเช่นนี้ เมื่อผู้ต้องขังพ้นโทษออกไป จะพกพาความรู้สึกแปลกแยกในตัวตนออกไปด้วย โดยตระหนักว่าตนเองเข้ากันไม่ได้กับสังคม และประชาชนทั่วไป  รู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมกันในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ซึ่งถูกลดทอนผ่านกระบวนการเรือนจำ  จนเกิดความสับสนในสภาพของตัวเอง ภาวะโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง ไร้อำนาจ โดยเชื่อว่าอำนาจต่างๆทางสังคมที่กดทับ บีบคั้นนั้นอยู่นอกเหนือการควบคุม และในที่สุดก็จะพัฒนาบุคลิกภาพและความรู้สึกในสองแนวทางหลัก คือ ยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง หรือ ก่อเกิดสภาวะที่ลุกขึ้นมาสู้ หรือต่อต้านระบบหรืออำนาจทางสังคม จนกระทั่งผลักดันให้ทำร้ายสังคมในรูปแบบและพฤติกรรมต่างๆ เป็นการ กระทำผิดซ้ำ คล้ายวัฏจักรที่ไม่มีวันสิ้นสุด ของ คนดีซึ่งเป็นผลผลิตของกรมราชทัณฑ์ที่ส่งมอบให้กับสังคม
จากแนวคิดของ Marx ข้างต้น เราคงต้องกลับมาตั้งคำถามกันใหม่ว่า เหตุแท้จริงของการกระทำผิดซ้ำนั้น ใช่หรือไม่ว่า หาได้เกิดจากเหตุปัจจัยภายนอกที่มักกล่าวอ้าง เกี่ยวกับความเชื่อมั่น การยอมรับและการให้ หรือไม่ให้โอกาสของสังคมแต่เพียงปัจจัยเดียวอย่างที่เคยชินกับการผลักภาระให้กับสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม หากแต่บางที สาเหตุหลัก แท้จริงแล้ว มันซ่อนลึก ฝังแน่นอยู่ในกระบวนการปฏิบัติเพื่อคืนคนดีสู่สังคมนั่นเอง เป็นกระบวนการที่สร้าง ความแปลกแยกในตัวตนของผู้ต้องขังที่เราเชื่อมั่นเสมอมา

 
เอกสารอ้างอิง

กาญจนา แก้วเทพ.2527.จิตสำนึกของชาวนา: ทฤษฎีและแนวการวิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์การเมือง.
           เจ้าพระยาการพิมพ์.กรุงเทพมหานคร
จรัส ตั้งวงศ์ชูเกตุ .2545.ความเห็นต่างทางการเมือง:ศึกษาเฉพาะกรณีนิสิตปริญญาตรี                                     คณะสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ ,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การเขียนโครงการ

เขียนโครงการอย่างไรดี
 พลศักดิ์  บุญเกิด
  

จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้อ่านและวิเคราะห์โครงการของเรือนจำและทัณฑสถานต่าง ๆ ที่ขอสนับสนุนงบประมาณจากกรมราชทัณฑ์ พบว่าส่วนหนึ่งโครงการอ่านแล้วไม่ชัดเจนในสาระสำคัญ รายละเอียดประกอบไม่ครบถ้วน ผู้เขียนจึงไม่สามารถวิเคราะห์โครงการเพื่อนำเสนอความเห็นหรือเหตุผลประกอบที่สำคัญ  ต่อผู้บริหารเพื่อพิจารณาอนุมัติและสนับสนุนงบประมาณได้ ทั้งนี้การเขียนโครงการเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญลำดับแรก   ที่จะแสดงถึงลำดับความคิดของผู้รับผิดชอบเขียนโครงการ ว่าจะทำอะไร อย่างไร เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องอ่านแล้วเข้าใจสนับสนุนและพิจารณาอนุมัติโครงการ กล่าวคือต้องทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจในทุกขั้นตอนของโครงการที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต เห็นความเป็นไปได้ มีเหตุและผลที่สอดคล้องกัน และไม่มีประเด็นสงสัยในรายละเอียดของโครงการ  ตลอดจนเห็นว่าเมื่ออนุมัติแล้วสามารถนำโครงการไปปฏิบัติได้โดยเกิดปัญหาน้อยที่สุด ทั้งนี้การเขียนโครงการที่ดีนั้น ผู้รับผิดชอบควรศึกษาและให้ความสำคัญในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

๑. ปัญหาการเขียนโครงการ
การเขียนโครงการมีความยุ่งยากเช่นเดียวกับการปฏิบัติงานอย่างอื่น ซึ่งความยุ่งยากดังกล่าวบางครั้งสามารถแก้ไขได้ง่าย แต่บางกรณีแก้ไขได้ยากมาก หรือสร้างปัญหาจนไม่สามารถแก้ไขได้เลย ถ้าเป็นเช่นนี้การปฏิบัติงานก็ไม่สามารถเป็นไปได้ หรือหากปฏิบัติงานได้ ผลงานที่เกิดขึ้นย่อมขาดคุณภาพและประสิทธิภาพอย่างแน่นอน  โครงการที่ดีนั้นย่อมสะท้อนถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของหน่วยงาน  จากที่ผู้เขียนได้ อ่าน และวิเคราะห์พบว่าปัญหาส่วนใหญ่ เมื่อเขียนโครงการขึ้นมาแล้วมีรายละเอียดไม่ชัดเจน ไม่สมเหตุสมผล นำไปปฏิบัติไม่ได้ หรือไม่เป็นประโยชน์ที่แท้จริงต่อหน่วยงาน ทำให้ไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณในที่สุด ทั้งที่จริงแล้วบางครั้งเป็นโครงการสำคัญและมีความจำเป็นต่อหน่วยงาน  ซึ่งปัญหาการเขียนโครงการ สามารถสรุป ได้ดังนี้
1)    หน่วยงานขาดผู้มีความรู้ความสามารถที่แท้จริงในการเขียนโครงการ กล่าวคือ มีโครงการจำนวน   ไม่น้อยที่มอบหมายให้ผู้ที่ไม่มีความรู้ หรือมีประสบการณ์น้อยเป็นผู้เขียนโครงการ  ข้อมูลที่ได้จึงขาดข้อเท็จจริง ขาดความสอดคล้อง และขาดรายละเอียดประกอบที่จะต้องใช้พิจารณา ทำให้ยากที่จะสร้างความเข้าใจแก่ผู้อ่าน และผู้พิจารณาสนับสนุนงบประมาณ หรือผู้นำไปปฏิบัติ ประเด็นนี้จึงเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของการเขียนโครงการ
2)    การเขียนโครงการมีเวลาน้อยหรือมีเวลาจำกัด กล่าวคือ โครงการถูกเขียนขึ้นอย่างรีบด่วน  จึงไม่ได้ศึกษาข้อมูลประกอบอย่างรอบด้าน ขาดการวิเคราะห์ในสาระสำคัญ  เมื่อเขียนโครงการขึ้นมาแล้วจึงขาดความชัดเจนในรายละเอียดของข้อมูล ทำให้ไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ หรือหากได้รับงบประมาณก็จะเป็นปัญหายุ่งยากในการนำเอาโครงการไปปฏิบัติในภายหลัง
3)    โครงการมีวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจน ทำให้ไม่ทราบว่าจะทำอะไร และยากต่อการตรวจสอบ การควบคุมและติดตามผลการดำเนินงาน ทั้งนี้วัตถุประสงค์ที่ไม่ชัดเจนจะมีผลต่อการประเมินโครงการ เพราะไม่สามารถเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการได้
4)    เนื่องจากโครงการเป็นเรื่องของอนาคตที่อาจมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น อันเป็นผลมาจากตัวแปรต่าง ๆ ที่ผู้เขียนโครงการไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด เช่น ภัยธรรมชาติ การเมือง และอื่น ๆ ซึ่งเป็นตัวแปรที่ไม่สามารถจะคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เช่น การก่อเหตุจลาจล การปฏิวัติรัฐประหาร การเปลี่ยนนโยบาย อุทกภัย วาตภัย เป็นต้น    สิ่งดังกล่าวล้วนเป็นเงื่อนไขภายนอกโครงการทั้งสิ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมสร้างปัญหาให้กับโครงการที่ได้กำหนดไว้อย่างมาก กล่าวได้ว่าเงื่อนไขที่นอกเหนือการควบคุมนี้เป็นปัญหาสำคัญของผู้เขียนโครงการที่จะต้องระบุความเสี่ยง และวิธีการป้องกันหรือลดความสูญเสียเหล่านี้ไว้เช่นกัน
               นอกจากประเด็นปัญหาที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การจัดลำดับความสำคัญของโครงการในภาพรวมทั้งหมดของหน่วยงาน การไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้อง และการขาดวัสดุและเครื่องมือสนับสนุนอย่างเหมาะสมเพียงพอ ก็เป็นประเด็นปัญหาสำคัญของการเขียนโครงการเช่นเดียวกัน

2. การวิเคราะห์และพิจารณาโครงการ
               การวิเคราะห์โครงการเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะหากโครงการไม่ได้รับการวิเคราะห์อย่างดีแล้ว ย่อมก่อให้เกิดปัญหาในการเขียนและการบริหารโครงการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การวิเคราะห์โครงการ หมายถึง กระบวนการศึกษาข้อมูล ขั้นตอน วิธีทำ ที่ต้องใช้ภายในโครงการอย่างละเอียด ทั้งนี้เพื่อให้ได้โครงการที่สามารถดำเนินการได้ และเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานอย่างแท้จริง
               2.1 การวิเคราะห์โครงการโดยองค์ประกอบ
                    การวิเคราะห์โครงการจะต้องวิเคราะห์องค์ประกอบของโครงการ ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ
1)   การวิเคราะห์องค์ประกอบภายนอกโครงการ
                        องค์ประกอบภายนอกโครงการหมายถึง สภาพแวดล้อม ที่จะมีผลกระทบต่อโครงการ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ทางสังคม ประชาชนรอบข้าง รวมไปถึงสภาพดินฟ้าอากาศ ในขณะที่ดำเนินงานโครงการนั้น  การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมต้องกระทำด้วยความรอบคอบ เพราะองค์ประกอบนี้มีอิทธิพลเหนือความสามารถที่ผู้บริหารโครงการจะแก้ไขได้ หากมีผลกระทบเกิดขึ้นอย่างรุนแรงอาจทำให้โครงการถูกระงับ ถูกประท้วง หรือถูกยกเลิกโดยกะทันหัน ส่งผลให้โครงการไม่สามารถบรรลุถึงเป้าหมายที่ต้องการได้
2)  การวิเคราะห์องค์ประกอบภายในโครงการ
          เป็นการวิเคราะห์ส่วนประกอบของตัวโครงการ สามารถพิจารณาได้จาก 3 ลักษณะหลักคือ
          2.1) ความสอดคล้องสมบูรณ์ของโครงการ พิจารณาจากส่วนประกอบของโครงการในเรื่อง
การเชื่อมโยงและสอดคล้องกับนโยบาย แผน แผนงาน ยุทธศาสตร์ หรือแผนปฏิบัติราชการของกรมราชทัณฑ์  วัตถุประสงค์และเป้าหมาย  วิธีการดำเนินงาน  ค่าใช้จ่าย และรายละเอียดประกอบ
          2.2) ความเหมาะสม คุ้มค่า และประโยชน์ของโครงการ พิจารณาจากส่วนประกอบของโครงการในเรื่อง ที่มา เหตุผลความจำเป็นหรือหลักการและเหตุผล  ระยะเวลาการดำเนินงาน  ความสมประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคม  และความสอดคล้องระหว่างรายจ่ายกับผลตอบแทน
          2.3) ความเป็นไปได้ของโครงการ พิจารณาจากส่วนประกอบของโครงการในเรื่อง  ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ  ฐานะทางการเงินของโครงการ  ความสามารถของผู้ดำเนินงานและหน่วยงาน  ความพร้อมทางด้านเทคนิคและทางวิศวกรรม  และข้อจำกัดต่าง ๆ
     ในข้อจำกัดของโครงการหนึ่ง ๆ ผู้เขียนโครงการต้องตอบคำถาม 6 ประการให้ได้ก่อน ดังนี้
       1)  What (จะทำอะไร)  : วิเคราะห์ว่าโครงการนั้นมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายชัดเจนหรือไม่
วัตถุประสงค์มีความสอดคล้องกับนโยบาย แผน แผนงาน หรือแผนยุทธศาสตร์ มากน้อยเพียงใด
                             2) Why (จะทำไปทำไม)  : วิเคราะห์ว่าโครงการนั้นมีเหตุผลอย่างไรที่ต้องทำ มีความจำเป็นอย่างไรจึงต้องทำโครงการนี้
                             3) When (จะทำเมื่อใด) : วิเคราะห์ว่าโครงการนั้นจะเริ่มดำเนินการและสิ้นสุดเมื่อใด ระยะเวลาและช่วงการดำเนินการเหมาะสมหรือไม่
                             4) Where (จะทำที่ไหน) : วิเคราะห์ว่าสถานที่การปฏิบัติงานโครงการอยู่ที่ใด เป็นแหล่งหรือสถานที่ที่เหมาะสมหรือไม่
                             5) Who, Whom (ใครทำและทำเพื่อใคร) : วิเคราะห์ว่าใครเป็นผู้ทำโครงการนั้น เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติและความเหมาะสมหรือไม่ และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการเป็นผู้ที่เหมาะสมหรือไม่ เป็นคนส่วนใหญ่หรือส่วนน้อย เป็นต้น
                             6) How (ทำอย่างไร)     : วิเคราะห์วิธีการดำเนินงานหรือบริหารโครงการอย่างไร จึงจะบรรลุเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้
                            การวิเคราะห์แต่ละองค์ประกอบของโครงการจะต้องดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ และจะต้องทำให้แต่ละองค์ประกอบ มีจุดเด่นที่เห็นชัดแจ้ง ทั้งนี้เพื่อให้โครงการที่กำหนดขึ้นง่ายต่อการพิจารณา และมีเหตุผลควรแก่การอนุมัติดำเนินการ กล่าวคือ วัตถุประสงค์ต้องเฉพาะเจาะจงและชัดเจน   ต้องมีคุณค่าและให้ประโยชน์ต่อองค์กรโดยส่วนรวม   ช่วงเวลาการดำเนินงานมีความเหมาะสมเพียงพอ   มีผู้ที่มีความรู้ความสามารถดำเนินการ ผลประโยชน์ ที่เกิดขึ้นตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการอย่างแท้จริง  และมีขั้นตอนและวิธีการดำเนินงานที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย
                            หากผู้เขียนโครงการของหน่วยงานใดสามารถวิเคราะห์คำถามทั้ง 6 ประการอย่างละเอียดและได้คำตอบทุกคำถามด้วยความครบถ้วน สอดคล้องกัน ย่อมถือได้ว่าโครงการนั้นควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นโครงการที่สามารถดำเนินการได้ และเป็นโครงการที่ควรสนับสนุนงบประมาณ
               2.2 การจัดความสำคัญของโครงการ
                    ปัญหาอย่างอีกหนึ่งของหน่วยงาน คือ การตัดสินใจที่จะกระทำสิ่งใดก่อนหรือหลัง เพื่อให้ภารกิจของงานบรรลุถึงเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ เพราะภารกิจหนึ่ง ๆ อาจมีโครงการหลาย ๆ โครงการ ประกอบกัน  ซึ่งแต่ละโครงการที่กำหนดขึ้นนั้นบางโครงการมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการก่อน บางโครงการแม้มีความสำคัญ  แต่อาจดำเนินการได้ในภายหลังหรือใช้งบประมาณจากแหล่งอื่นดำเนินการ ทั้งนี้การเลือกทำโครงการใดก่อนหลังเป็นความหนักใจของผู้บริหารอยู่ไม่น้อย เพราะมีข้อจำกัดหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น อัตรากำลัง งบประมาณ เวลาและทรัพยากรในรูปแบบอื่น ๆ
                     อย่างไรก็ตามมีหลักเกณฑ์หลายประการที่ผู้บริหารและผู้เขียนโครงการจะต้องคำนึงถึงและยึดถือเพื่อคัดเลือกและจัดลำดับความสำคัญโครงการที่ต้องทำ และขอสนับสนุนงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด  ดังต่อไปนี้
1)   หลักการตอบสนองนโยบาย หรือหลักการเสริมสร้างคุณค่า หมายถึง โครงการที่ได้รับการเลือกจะต้องเป็นโครงการที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงหรือของกรมราชทัณฑ์อย่างแท้จริง โครงการใดที่สามารถให้ประโยชน์ต่อหน่วยงานหรือนโยบายด้านสังคม มากที่สุด โครงการนั้นควรได้รับการพิจารณาดำเนินการก่อน หรือเป็นโครงการที่จัดลำดับไว้ต้น ๆ
2)  หลักการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost-benefit Analysis) หมายความว่า โครงการใดที่มีต้นทุนในการดำเนินงาน (Cost) ต่ำกว่าผลประโยชน์ (Benefit) ที่คาดว่าจะได้รับ กล่าวคือ โครงการใดที่ให้ผลประโยชน์มากที่สุดใช้งบประมาณน้อยโครงการนั้นควรได้รับการพิจารณาไว้เป็นลำดับต้นๆ
3)  หลักการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ (Cost-effectiveness Analysis) หมายความว่า โครงการใดที่แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงแต่ให้ผลงานที่มีประสิทธิภาพสูงหรือทำให้โครงการนั้นบรรลุถึงวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ หรือถ้าทั้งเสียค่าใช้จ่ายต่ำแต่ให้ประสิทธิภาพสูง โครงการนั้นควรได้รับการพิจารณาก่อน
4)  หลักการพิจารณาผลผลิต (Marginal Productivity Approach) เป็นเกณฑ์ที่คาดการณ์จากผลผลิตของโครงการ แล้วเปรียบเทียบกับผลผลิตของแต่ละโครงการเหล่านั้น โครงการใดให้ผลผลิตสูงสุด โครงการนั้นจะได้รับการพิจารณาดำเนินการก่อน หรือเป็นโครงการที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ
5)  หลักการวิเคราะห์การนำผลที่ได้ไปใช้ (Cost-utility Analysis) คือ โครงการใดที่มีประสิทธิภาพและสามารถนำเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สังคม ประชาชน หรือหน่วยงานโดยส่วนรวมมากกว่า โครงการนั้นควรเป็นโครงการที่สำคัญในระดับสูง
                     เกณฑ์ในการจัดลำดับความสำคัญของโครงการดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ละเกณฑ์มีทั้งข้อดีและ
ข้อจำกัดอยู่ ฉะนั้นการที่จะใช้เกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งเป็นหลักตายตัวในการวิเคราะห์ อาจทำได้แต่ไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ ดังนั้นการจัดลำดับความสำคัญโครงการอาจต้องใช้หลายเกณฑ์ผสมผสานกันไป และจำเป็นต้องมีบุคคลหลายฝ่ายให้ความเห็นด้วย เช่น ผู้ปฎิบัติ หัวหน้างาน หัวหน้าฝ่าย เป็นต้น จึงจะทำให้การจัดลำดับความสำคัญมีถูกต้องความต้องการที่แท้จริง

               2.3 ลักษณะของโครงการที่ดี
            โครงการที่ดี หมายถึง โครงการที่มีประสิทธิภาพจากการดำเนินงาน และผลตอบแทนที่หน่วยงานนั้นได้รับมีความคุ้มค่า อันจะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าในที่สุด ซึ่งโครงการที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
1)   สามารถแก้ปัญหาของหน่วยงานได้
2)   รายละเอียด วัตถุประสงค์และเป้าหมายชัดเจน เข้าใจง่าย มีความเป็นไปได้สูงและสามารถดำเนินงานได้
3)   รายละเอียดของโครงการต้องเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน กล่าวคือวัตถุประสงค์สอดคล้องกับปัญหาหรือหลักการและเหตุผล วิธีการดำเนินงานสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เป็นต้น
4)   ตอบสนองความต้องการของบุคลากรส่วนใหญ่ และสอดคล้องนโยบายของกรมราชทัณฑ์
5)   สามารถนำไปปฏิบัติให้สอดคล้องกับแผนงานหลักของหน่วยงาน และสามารถติดตามประเมินผลได้
6)   โครงการต้องกำหนดขึ้นจากข้อมูลที่มีความเป็นจริงและได้รับการวิเคราะห์อย่างรอบคอบแล้ว
7)   โครงการต้องระบุการใช้ทรัพยากรและงบประมาณอย่างเหมาะสม พร้อมมีรายละเอียดประกอบครบถ้วน
8)   โครงการจะต้องมีระยะเวลาในการดำเนินงาน กล่าวคือจะต้องระบุถึงวันเวลาที่เริ่มต้น และวัน
เวลาที่แล้วเสร็จที่แน่ชัด

3. เริ่มต้นเขียนโครงการ
      การปฏิบัติงานทุกเรื่อง ย่อมผ่านการคิดด้วยเหตุผลและมีแนวทางในการดำเนินงานโดยบุคคลที่มีความประสงค์จะกระทำหรือปฏิบัติงานนั้น ความคิดที่ถ่ายทอดออกมาโดยการเขียนก่อนลงมือปฏิบัติงานจริงนั้น เรียกว่า โครงการ ซึ่งการเขียนโครงการนั้น แต่ละหน่วยงานอาจจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามลักษณะหรือประเภทของโครงการ แต่ก็ยังคงมีกรอบหรือหัวข้อ ดังต่อไปนี้ 1) ชื่อโครงการ   2) ผู้รับผิดชอบโครงการ  3) หลักการและเหตุผล 4) วัตถุประสงค์  5) เป้าหมาย  6) วิธีดำเนินการ  7) ระยะเวลาในการดำเนินการ 8) งบประมาณและทรัพยากรที่ต้องใช้  9) การประเมินโครงการ และ10) ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1)   ชื่อโครงการ : เป็นประโยคแรกที่จะต้องมีความชัดเจน เหมาะสม เฉพาะเจาะจงเป็นที่เข้าใจง่ายของผู้ที่พิจารณาสนับสนุนโครงการ ซึ่งชื่อโครงการจะบอกให้ทราบว่าผู้เขียนจะกระทำสิ่งใด ทำอะไร หรือต้องให้รู้ว่าจะดำเนินงานเรื่องอะไรกับใครและสถานที่ใด โดยปกติชื่อโครงการจะแสดงชัดเจนในลักษณะงานที่ต้องปฏิบัติและลักษณะเฉพาะของโครงการ เช่น ก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซม จัดหา จัดทำ จัดซื้อ รณรงค์ป้องกัน เพิ่มประสิทธิภาพ เป็นต้น
2)   ผู้รับผิดชอบโครงการ : เป็นการระบุเพื่อให้ทราบว่า หน่วยงานใด บุคคลใด หรือกลุ่มบุคคลใด       เป็นผู้รับผิดชอบเสนอและดำเนินงานโครงการ เพื่อตรวจสอบได้อย่างแน่ชัดว่า โครงการที่ทำขึ้นเป็นงานในหน้าที่ความรับผิดชอบ และเป็นภารกิจของหน่วยงานอย่างแท้จริงหรือไม่ และผู้รับผิดชอบมีประสบการณ์และคุณสมบัติที่เหมาะสมและน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด
3)   หลักการและเหตุผล : เป็นส่วนที่แสดงถึง ปัญหาความจำเป็นที่จะต้องมีโครงการโดยระบุถึงที่มา ปัญหา เหตุผลและข้อมูลสนับสนุนให้ชัดเจน นอกจากนี้อาจจะแสดงให้เห็นว่าโครงการที่เขียนขึ้นนี้สอดคล้องกับแผนหรือนโยบายของกรมราชทัณฑ์ และเป็นการเตรียมการไปสู่สภาพที่ต้องการในอนาคตของหน่วยงานอย่างไร
4)   วัตถุประสงค์ : เป็นข้อความที่แสดงถึงความต้องการที่จะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ปรากฏขึ้น เป็นข้อความที่ชัดเจนไม่คลุมเครือและสามารถวัดผล ประเมินผลได้ โครงการจะมีวัตถุประสงค์มากกว่า 1 ข้อก็ได้ ซึ่งการเขียนวัตถุประสงค์ที่ดีควรคำนึงถึงลักษณะ 5 ประการ (SMART) ดังนี้
          S = Sensible       (เป็นไปได้)              : มีความเป็นไปได้ในการดำเนินงานโครงการ
         M = Measurable  (วัดได้)                    : สามารถวัดและประเมินผลได้
         A = Attainable    (ระบุสิ่งที่ต้องการ)      : ระบุสิ่งที่ต้องการดำเนินงานอย่างชัดเจนและ              
                                                                     เฉพาะเจาะจงมากที่สุด
         R = Reasonable   (เป็นเหตุเป็นผล)      : มีความเป็นเหตุเป็นผลในการปฏิบัติงาน
         T = Time            (เวลา)                       : มีขอบเขตของเวลาที่แน่นอนในการปฏิบัติงาน
5)   เป้าหมาย : เป็นการแสดงถึงความต้องการหรือทิศทางสุดท้ายในการปฏิบัติงาน โดยระบุทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
6)   วิธีดำเนินการ : เป็นการแสดงให้เห็นถึงงานหรือกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติให้บรรลุตามวัตถุประสงค์โครงการตามลำดับก่อนหลัง มักจำแนกเป็นกิจกรรมย่อยๆ  โดยจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการว่ามีกิจกรรมอะไร ทำอย่างไร  ทำเมื่อใด และผู้ใดรับผิดชอบ ปกติวิธีการดำเนินงานจะเขียนเรียงเป็นข้อ ๆ หรือเขียนในลักษณะ Gant Chart ที่ระบุตารางเวลาเป็น วัน สัปดาห์ เดือน ไตรมาส หรือปี เป็นต้น
7)   ระยะเวลาในการดำเนินงานโครงการ : เป็นการระบุระยะเวลา ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งสิ้นสุดโครงการว่าใช้เวลาทั้งหมดเท่าใด โดยสามารถระบุเป็นจำนวน วัน เดือน หรือปี ก็ได้
8)   งบประมาณและทรัพยากรที่ต้องใช้ : งบประมาณและทรัพยากรที่ต้องใช้ เป็นการระบุถึงจำนวนวงเงินค่าใช้จ่ายทั้งหมด และแหล่งที่มาของงบประมาณที่ขอสนับสนุน เช่น เงินนอกงบประมาณ เงินงบประมาณ เป็นต้น ทั้งนี้หากสามารถระบุหมวดงบประมาณได้ ก็ให้ระบุ เช่นหมวดงบดำเนินงาน (ค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค) หมวดงบลงทุน (ค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง) หมวดเงินอุดหนุน หรือหมวดรายจ่ายอื่น ๆ เป็นต้น

          การกำหนดงบประมาณและทรัพยากรในการดำเนินงานโครงการ ควรคำนึงถึงหลักสำคัญ 4
ประการ ได้แก่
-  ความประหยัด (Economy) กล่าวคือ ใช้ทรัพยากรตามความเหมาะสม จำเป็น มีคุณภาพ
-  ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency) โครงการต้องมีคุณค่าเป็นที่ยอมรับ และทุกคนมีความพึงพอใจ
ในผลงานที่เกิดขึ้น
-  ความมีประสิทธิผล (Effectiveness) โครงการจะต้องดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์และ
ได้ผลผลิตตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
-  ความยุติธรรม (Equity) การจัดสรรทรัพยากรทุกชนิด หรือการใช้จ่ายทรัพยากรจะต้องสนองต่อ ความต้องการของทุกคน ทั้งนี้เพื่อให้ทุกฝ่ายปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง คล่องตัว และเท่าเทียม
9)   การประเมินผลโครงการ : เป็นการแสดงถึงวิธีการติดตาม การควบคุม การกำกับและการประเมินผลโครงการ โดยจะแสดงให้ทราบว่าเมื่อได้รับการสนับสนุนงบประมาณแล้ว มีวิธีการในการควบคุมอย่างไร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะเรียกขั้นนี้ว่า “การบริหารโครงการ” การประเมินผลโครงการจะต้องระบุวิธีหรือเครื่องมือที่ใช้ประเมิน ระบุบุคคลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ บอกระยะเวลาในการประเมิน เช่น ประเมินก่อนการดำเนินการ ขณะดำเนินการ หรือหลังการดำเนินการ หรือจะประเมินทุกระยะ 3 เดือน เป็นต้น
10)  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ : เป็นการแสดงถึงผลประโยชน์ที่พึงจะได้ จากความสำเร็จของโครงการหรือเมื่อโครงการสิ้นสุดลง หมายถึงผลกระทบในทางที่ดีที่คาดว่าจะเกิดได้โดยตรงและโดยอ้อม นอกจากนี้ต้องระบุให้ชัดเจนว่าใครจะได้รับผลประโยชน์และผลกระทบนั้นในลักษณะอย่างไร ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
      นอกจากส่วนประกอบทั้ง 10 หัวข้อแล้ว การเขียนโครงการอาจมีองค์ประกอบอื่นเพิ่มเติมอีก เช่น
1)   หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน หมายถึง หน่วยงานที่ให้ความร่วมมือ ให้การสนับสนุนทรัพยากรเพื่อให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
2)  อุปสรรค และข้อเสนอแนะ หมายถึง คำแนะนำของผู้รับผิดชอบ หรือที่ปรึกษาโครงการ ที่แสดงความเห็นและคาดการณ์ถึงปัญหาอุปสรรคตลอดจนข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในการดำเนินโครงการให้มีประสิทธิภาพ
4. สรุป
          การเขียนโครงการที่ชัดเจนในสาระสำคัญ มีรายละเอียดประกอบที่ถูกต้อง ครบถ้วน ย่อมทำให้ ผู้วิเคราะห์โครงการ และพิจารณาอนุมัติได้เข้าใจในโครงการ มีความเชื่อมั่นว่าโครงการสามารถดำเนินการได้ การเขียนโครงการจึงเป็นการสื่อความหมายกิจกรรมที่จะทำขึ้นอย่างเป็นระบบ มีการกำหนดงบประมาณ ทรัพยากร และระยะเวลาในการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน เนื้อหาที่เขียนได้มาจากการกลั่นกรองความคิด จัดเรียงลำดับความรู้ความเข้าใจในกิจกรรมนั้น ๆ ให้มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านได้เข้าใจ แม้บางครั้งอาจจะไม่มีความรู้ในกิจกรรมนั้นก็ตาม แต่สามารถเข้าใจโครงการอย่างชัดเจน  ตอบข้อสงสัยได้ว่า  เป็นโครงการอะไร  ใครทำ  ทำไมต้องทำโครงการนี้  ทำเพื่ออะไร  ทำในปริมาณเท่าใด  ทำอย่างไร  ทำเมื่อใดและนานแค่ไหน  ใช้ทรัพยากรอะไรเท่าใดและได้จากไหน  ต้องทำกับใคร   ทำแล้วบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายหรือไม่  เกิดอะไรขึ้นเมื่อสิ้นสุดโครงการ และมีปัญหาอุปสรรคหรือไม่
          หากผู้เขียนโครงการสามารถตอบข้อสงสัยข้างต้นได้ทั้งหมด ถือได้ว่าเป็นโครงการที่มีความชัดเจนสมบูรณ์ ในรูปแบบ ในเบื้องต้น และหากคำตอบมีหลักการ มีเหตุมีผล ภายใต้ข้อเท็จจริงแล้ว ย่อมถือได้ว่า โครงการที่เขียนขึ้นนั้นเป็นโครงการที่ดี นอกจากจะได้รับการพิจารณาอนุมัติโดยง่ายแล้ว ผลของการดำเนินงานโครงการ มักจะมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กรหรือหน่วยงานอย่างแน่นอน
บรรณานุกรม
เชาว์  อินโย (2553)  การประเมินโครงการ  กรุงเทพมหานคร  วีพรินท์
ฐาปนา  ฉิ่นไพศาล (2553) การบริหารโครงการและการศึกษาความเป็นไปได้  กรุงเทพมหานคร  ธีระฟิล์มและไซเท็กซ์
เทียนฉาย  กีระนันท์ (2530แผน โครงการและงบประมาณ กรุงเทพมหานคร  สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บุบผา  สุดสวัสดิ์ (2535การเขียนโครงการ  กรุงเทพมหานคร  พิทักษ์อักษร
ประชุมรอด  ประเสริฐ (2542การบริหารโครงการ  กรุงเทพมหานคร  เนติกุลการพิมพ์
ประสิทธิ์  ตงยิ่งศิริ (2527การวิเคราะห์และประเมินโครงการ  กรุงเทพมหานคร  โอเดียนสโตร์
รัตน  บัวสนธ์ (2540)  การประเมินผลโครงการ การวิจัยเชิงประเมิน  กรุงเทพมหานคร  คอมแพคท์พรินท์
สุวัฒน์  พัฒนไพบูลย์ (2539)  การบริหารโครงการ  กรุงเทพมหานคร  ซีเอ็ดยูเคชั่น

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การทำดี

"เราทำประโยชน์แก่ใคร  เราอย่าไปจำ  ให้เขาจำ

แต่ทำให้ใครเดือดร้อน  เราต้องจำ  เพื่อว่ามีโอกาสเมื่อใดจะได้ขอโทษเขา

ใครทำให้เราโกรธ  เราโกรธได้  แต่อย่าเกลียดเขา  เพราะเขาจะเกลียดตอบ 

ลงท้ายจะเป็นศัตรูกัน ตลอดชีวิต"

พ.ต.อ.ประมาณ  อดิเรกสาร

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ความเครียด คืออะไร

            ความเครียด เป็นเรื่องราวของร่างกายและจิตใจที่เกิดการตื่นตัวเตรียมรับกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเราคิดว่าไม่น่าพอใจเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสเกินกำลังทรัพยากรที่เรามีอยู่ หรือเกินความสามารถของเราที่จะแก้ไขได้ทำให้รู้สึกหนักใจเป็นทุกข์ และพลอยทำให้เกิดอาการผิดปกติทางร่างกายและพฤติกรรมตามไปด้วย

            ความเครียดนั้นเป็นเรื่องที่มีกันทุกคน จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพปัญหา การคิด หรือการประเมินสถานการณ์ของแต่ละคน ถ้าเราคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ร้ายแรง เราก็จะรู้สึกเครียดน้อย หรือแม้เราจะรู้สึกว่าปัญหานั้นร้ายแรงแต่เราพอจะรับมือไหว เราก็จะไม่เครียดมาก แต่ถ้าเรามองว่าปัญหานั้นใหญ่ แก้ไม่ไหวและไม่มีใครช่วยเราได้ เราก็จะเครียดมาก

            ความเครียดในระดับพอดีๆ จะช่วยกระตุ้นให้เรามีพลังมีความกระตือรือร้นในการต่อสู้ชีวิต ช่วยผลักดันให้เราเอาชนะปัญหา และอุปสรรคต่างๆ ได้ดีขึ้น

            แต่เมื่อใดมีความเครียดมีมากเกินไปจนเราควบคุมไม่ได้ เมื่อนั้นเราก็จะต้องผ่อนครายความเครียดกัน