วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สาระสำคัญจากหนังสือคมคิดพิชิตความสำเร็จ ตอน 1

ผู้เขียน : สุรารักษ์  อุตมภาพ กรุงเทพฯ ไพลิน 2553
สรุปสาระ  : พลศักดิ์  บุญเกิด
.................................................................................................
1. ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ หากไม่มีความมุ่งมั่น ไม่มีหนทางใดที่ยาวไกลเกินไปสำหรับผู้ที่มีความมุ่งมั่น และไม่เร่งร้อน ความสำเร็จและเกียรติยศจะมีแก่ผู้ที่เตรียมพร้อมอย่างมุ่งมั่น

2. กฎที่สำคัญที่สุดสำหรับคนหนุ่มสาว คือ พูดให้น้อย ฟังให้มาก ไตร่ตรองสิ่งที่เกิดขึ้นในหน่วยงาน อย่าเชื่อคำคนง่ายจนเกินไป และเคารพผู้ที่ควรเคารพ

3. คุณจะพบว่าความมุ่งมั่นที่จะไม่ทำตัวไร้ประโยชน์ ความจริงใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่น เป็นหนทางที่ทำให้คุณพัฒนาตัวเองได้เร็วที่สุด

4. เราต้องเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่เปรียบได้กับโลหะผสมให้กลายเป็นความชำนาญและมีคุณค่าดังเหล็กกล้า

5. ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับดวงดาว แต่อยู่ที่ตัวเรา

6. เราไม่ควรพอใจในสิ่งที่เราเป็น ถ้าเรายังไปไม่ถึงในสิ่งที่เราต้องการ

7. ที่ใดที่เราพอใจ ที่นั่นจะเป็นที่ๆ เราควรพยายามไปให้ถึง

8. คนที่ล้มเหลวที่สุดในโลก คือ คนที่ไม่มีความกระตือรือร้น

9. คนที่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ยังคงมีความกระตือรือร้น คน ๆ นั้นจะพบกับความสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง

10. ผู้ที่กลัวความพ่ายแพ้ คือ ผู้แพ้ (นโปเลียน)

11. เราต้องเรียนรู้ที่จะขจัดความกลัว ไม่เช่นนั้นเราจะเป็นเหมือนคนที่นั่งอยู่บนหลังเสือ จะบังคับหรือลงจากหลังเสือก็ไม่ได้ เราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต และลืมมันเสีย จากนั้นเราจึงจะก้าวต่อไป สู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต โดยทำปัจจุบันที่ดีที่สุด

12. ความกลัวเกิดขึ้นเมื่อเราคิดถึงอดีตหรืออนาคต

13. วิธีจะต่อกรกับความกลัวที่ดีที่สุด คือ การทำจิตใจให้สงบและมั่นคง ซึ่งจะสอนให้เราควบคุมความกลัว 

14. ความกลัวเคาะประตู ความเชื่อมั่นเปิดประตู ดูสิไม่มีใครอยู่ตรงนี้เลย

15. จงเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัว และความกลัวนั้นจะหายไปอย่างแน่นอน

16. คนเราโดยทั่วไปแล้วจะไม่เห็นคุณค่า ของสิ่งที่ไม่ได้มาด้วยความยากลำบาก สิ่งของใดมีราคาถูก แสดงว่าสิ่งนั้นไม่มีคุณค่าให้ไขว่คว้า  เกียรติยศ จะไม่มีค่าหากได้มาโดยง่าย  เสรีภาพที่สืบทอดมาจึงถูกใช้อย่างทิ้งขว้าง จนกว่าจะมีการเสียสละ เพื่อให้ได้มาซึ่ง เสรีภาพอีกครั้ง

17. ความสุขไม่ได้เกิดจากการทำงานง่าย ๆ แต่เกิดจากความรู้สึกพอใจหลังจากทำงานที่ยาก และได้ใช้ความสามารถของเราจนถึงที่สุด

18. เวลาที่ดีที่สุด ในการใช้ความคิดคือ ยามที่เราอยู่คนเดียว ซึ่งเราสามารถคิดอะไรได้โดยไม่มีอะไรมาขัดจังหวะ  

19. ผู้เหนือกว่า พึงพิจารณาตัวเอง ยามที่อยู่ตามลำพัง ให้แน่ใจว่า ไม่มีสิ่งผิดปกติในใจ ซึ่งจะทำให้เขาไม่มีเหตุผลใดที่จะรู้สึกตำหนิตัวเอง (ขงจื้อ)

20. ผู้มีการศึกษา คือ ผู้ที่มีจิตสงบมีสติเมื่อเผชิญกับปัญหา มีความสุขเมื่ออยู่คนเดียว ทำธุรกิจตรงไปตรงมา มีเหตุผลเสมอไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม

ธรรมาภิบาล (ศีลธรรมภาครัฐ) : ความย้อนแย้งของหลักธรรมกับการนำไปปฏิบัติ



* มานะ  วินทะไชย  

อภิมหาพรรณนา (Grand Narrative) ของพุทธศาสนาที่ปกคลุม ครอบงำสังคมไทย ส่งผลให้ “หลักศีลธรรม” เป็นคำอธิบายและคำตอบที่ครอบจักรวาลและสามารถใช้เสมือนเป็นแก้วสารพัดนึกสำหรับจัดการกับปัญหาต่างๆในสังคม กล่าวคือ เด็กวัยรุ่นติดยาเสพติดหรือมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ก็อธิบายว่าเพราะศีลธรรมเสื่อม  โจรผู้ร้ายชุกชุมก็เพราะศีลธรรมตกต่ำ ซ่องโสเภณี บ่อนการพนันเกลื่อนกลาดก็เพราะคนไร้ศีลธรรม ข้าราชการ นักการเมืองรับสินบน ยักยอกเบียดบังเงินหลวงก็เพราะขาดคุณธรรมและพร่องศีลธรรม พ่อค้าและนายทุนเอารัดเอาเปรียบประชาชน ค้ากำไรเกินเหตุ ก็เพราะไร้ศีลธรรม เมื่อนำศีลธรรมมาเป็นแก้วสารพัดนึกใช้อธิบายทุกปัญหาในสังคมเสียแล้ว ศีลธรรมจึงกลายเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ใช้แก้ปัญหา ทุกปัญหาในสังคม (ชูศักดิ์,2555:110)

หลักคิดดังกล่าวยังแผ่อิทธิพลมายังระบบราชการไทยที่มองเข้ามาเมื่อใดก็เห็นแต่ปัญหาความไร้ประสิทธิภาพของระบบ ความไม่มีสมรรถนะของคน  ความล้มเหลวของกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาประเทศ เหตุทั้งนี้ก็เพราะระบบราชการไทยไม่มีหลักศีลธรรมเป็นเครื่องประกอบในการปฏิบัติงาน หรือไม่มีธรรมาภิบาล ผลที่ตามมาคือ ระบบราชการไทยไร้ประสิทธิภาพในทุกมิติ จึงมีความพยายามที่จะยัดเยียด “ศีลธรรม” เข้าไว้ในหลักการปฏิบัติงาน โดยเชื่อว่าจะทำให้ปัญหาหมดไป ระบบการทำงานจะดีขึ้น ฟื้นฟูประสิทธิภาพ และเรียกความเชื่อมั่นของสังคมและประชาชนต่อระบบราชการไทยกลับคืนมา

ปี พ.ศ.2542 ได้มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ประกอบด้วยหลักธรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ 6 ประการ ได้แก่ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักความมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบและหลักความคุ้มค่า

ปี พ.ศ.2546 ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ประกอบด้วยหลักธรรมเพื่อให้ข้าราชการหรือส่วนราชการปฏิบัติราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย
1. การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
2. การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจภาครัฐ
3. การบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพ
4. การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน
5. การปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ
6. การอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน
7. การประเมินผลการปฏิบัติราชการ

หลักการต่างๆ ที่กำหนดโดยระเบียบสำนักนายกฯ และโดยพระราชกฤษฎีกาฯดังกล่าว เป็นกรอบ
แนวทางการปฏิบัติราชการทั้งของข้าราชการและทุกส่วนราชการ ที่เรียกว่า “ธรรมาภิบาล”ซึ่งเชื่อว่าหากยึดถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดแล้ว จะทำให้ระบบราชการไทยมีประสิทธิภาพ ประชาชนได้รับบริการที่ดีจากรัฐ ด้วยการบริหารราชการที่ดำเนินไปอย่างมีแผน มีขั้นตอนที่เหมาะสม สามารถวัดผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจนและคุ้มค่าใช้จ่าย กล่าวได้ว่า นับจากนี้ไปปัญหาใจกลางของระบบราชการไทยที่จะมีหรือไม่มีประสิทธิภาพ แขวนไว้กับการดำรงและรักษาไว้ ซึ่งธรรมาภิบาล อันจะส่งผลต่อความดีขึ้นหรือเลวลงของบริการที่ประชาชนจะได้รับจากภาครัฐ
 
          การแปลงศีลธรรมของภาครัฐในรูปธรรมาภิบาลไปสู่การปฏิบัติ ด้วยหลักนิยมของการจัดทำแผนยุทธศาสตร์หรือแผนปฏิบัติการ จะเห็นได้ว่าหมุดหมายสำคัญของแผน เริ่มต้นที่วิสัยทัศน์ในฐานะนามธรรมสูงส่ง คล้ายหลักธรรมสำหรับการเกาะเกี่ยวของข้าราชการเพื่อปฏิบัติงานสู่เป้าหมายยิ่งใหญ่ร่วมกัน
          คำถามคือวิสัยทัศน์ในแผนของส่วนราชการต่างๆในปัจจุบัน สามารถเป็นสิ่งแทนความต้องการและนำไปสู่การบรรลุฝั่งฝันได้จริงหรือไม่

          วิสัยทัศน์ที่ทำๆกันตามองค์กรต่างๆมีอยู่หลายแบบ แต่สามารถจัดประเภทได้เป็นกลุ่มๆ คือ
1. วิสัยทัศน์ว่าตามนาย คือ นายไปเข้าหลักสูตรผู้บริหารเกิดจุดประกายกับแนวคิดอะไร ก็เอาไป
แต่งเป็นวิสัยทัศน์
2. วิสัยทัศน์แบบสมัยนิยมฟุ้งเฟ้อ ที่ทุกองค์กรต้องการเป็นเลิศและอยากเป็นระดับโลกกันหมด
3. วิสัยทัศน์แบบคำขวัญวันเด็ก เน้นสัมผัสนอกสัมผัสในให้คล้องจองเป็นหลัก
4. วิสัยทัศน์แบบศัพทานุกรม เน้นการรวบรวมคำใหญ่ๆทั้งหลายที่ฟังดูดีมาแต่งเป็นวิสัยทัศน์

        กระบวนการได้มาซึ่งวิสัยทัศน์ที่นิยมกันมาก คือกระบวนการสร้างวิสัยทัศน์เฉลี่ยแบบสมานฉันท์ วิธีง่ายๆ คือจัดประชุมผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเชิญวิทยากรกระบวนการมานำประชุม แจกกระดาษแผ่นเล็กๆให้ทุกคนเขียนในสิ่งที่ต้องการให้องค์กรเป็น นำเอาบัตรคำเหล่านั้นมาเรียงสลับกันไปมาแล้วพยายามต่อคำต่างๆที่ได้มาให้เป็นวลี ด้วยคำเชื่อม และ-หรือ-ที่-ซึ่ง-อัน-ทั้ง-เพื่อ-โดย ให้พอสื่อความหมายได้ ก็จะได้วิสัยทัศน์เฉลี่ยแบบสมานฉันท์ (โกมาตร,2552:19) ที่ยึดโยงถึงความสามารถที่จะนำพาองค์กรสู่ความเป็นธรรมาภิบาลได้ในรูปแบบที่ทุกคนพอใจ มักจะมีคำประเภท เป็นเลิศ-เป็นหลัก-ได้มาตรฐาน-ชั้นนำ-ประสิทธิภาพ-ประสิทธิผล-บูรณาการ-ความเป็นธรรม –นิติธรรม-ชาติมั่นคง-ประชาชนมั่งคั่ง-สมดุล-ยั่งยืน-ทันสมัย-เชื่อถือได้ เพื่อให้ข้าราชการและทุกส่วนราชการยึดถือและปฏิบัติตามประดุจหลักศีลธรรมที่ประชาชนผู้นับถือพุทธพึงปฏิบัติโดยเคร่งครัดหากต้องการได้ชื่อว่าเป็นศาสนิกอันประเสริฐ

          แต่ในความเป็นจริงแล้ววิสัยทัศน์ประเภทนี้เป็นวิสัยทัศน์แบบปรนัยที่มีไว้ท่องจำ ไม่ต่างอะไรกับการเรียน การสอนและการสอบปรนัย ใครจะเลื่อนขึ้น จะประเมินความดีความชอบ หรือองค์กรจะผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐาน เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องท่องวิสัยทัศน์องค์กรให้ได้ เฉกเช่นการเป็นคนดีของสังคมใด ก็จำเป็นที่จะต้องแม่นในหลักธรรมที่สังคม ชุมชนนั้นยึดถือ

          เมื่อนำวิสัยทัศน์ที่ไร้ความหมายมากำหนดเป็นพันธกิจบ้าง ยุทธศาสตร์บ้าง แผนปฏิบัติการ และตัวชี้วัดการประเมินผลบ้าง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแค่แบบฟอร์มที่ต้องกรอกเพื่อให้มีส่งตามข้อกำหนดฝ่ายบริหารหรือหน่วยงานสั่งการ (กระทรวงเจ้าสังกัด กพร. สำนักงบประมาณ) 

          คนในองค์กรเหล่านี้ใช้เวลาของชีวิตจำนวนมาก สิ้นเปลืองไปกับการกรอกแบบฟอร์มที่ตนเองก็ไม่รู้ว่ามีความหมายอะไร หรือที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือกรอกข้อมูลที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ใช่ความจริง หาประโยชน์อะไรแทบไม่ได้ เพราะเป็นแค่สิ่งที่ปั้นแต่งขึ้นให้มีตัวเลขพอได้กรอกรายงานให้ได้ชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเติมเต็มธรรมาภิบาลในองค์กรแต่เมื่อผลการประเมินปรากฏออกมาส่วนราชการโดยมากมักได้คะแนนประเมินในระดับสูงที ร้อยละ 90 ขึ้นไป สามารถอ่านจากตัวเลขได้ว่าส่วนราชการเหล่านั้นล้วนแต่มีการปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาภายใต้ภารกิจที่รับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ  แท้จริง ย่อมส่งผลต่อการระดับการพัฒนาประเทศที่ดีขึ้นในภาพรวม

          การณ์กลับปรากฏว่า ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ความมั่นคงของประเทศยังคงอยู่และทวีความหนักหน่วงมากขึ้นทุกวัน มันสวนทางกับผลการประเมินธรรมาภิบาลที่แสดงออกผ่านความสามารถในการบรรลุวิสัยทัศน์และการผ่านเกณฑ์ชี้วัดประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของส่วนราชการต่างๆ โดยช่องทางแผนยุทธศาสตร์ระดับต่างๆ ที่ได้คะแนนประเมินในระดับสูง
  
          ด้วยเหตุที่กล่าวมา ใช่หรือไม่ว่าเราไม่อาจคาดหวังถึงประสิทธิภาพของการปฏิบัติราชการภายใต้แผนยุทธศาสตร์หรือแผนปฏิบัติการที่มีวิสัยทัศน์เป็นธงนำและมีตัวชี้วัดที่ทำกันในปัจจุบันเป็นกลไกขับเคลื่อนได้อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับการที่สังคมไทยพยายามอธิบายทุกเรื่องด้วยกรอบศีลธรรม โดยไม่เห็น ไม่เข้าใจเงื่อนไขและปัจจัยอันซับซ้อนทางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมที่เอื้อให้เกิดปัญหาต่างๆในสังคม ในทำนองเดียวกันกับระบบราชการไทยที่ใช้ธรรมาภิบาลเป็นยาครอบจักรวาลที่เชื่อว่าแก้ไขได้ทุกเรื่อง ทุกหน่วยงานจะต้องมีแผนเป็นแหล่งอ้างอิงและเป็นธงนำคล้ายเป็นแก้วสารพัดนึกที่จะเยียวยาทุกอุปสรรคได้ทั้งหมด โดยละเลยปัจจัยอันซับซ้อนของระบบราชการและโครงสร้างและอาณาจักรอันใหญ่โต การแทรกแซงของฝ่ายการเมือง การเพิกเฉยต่อการมีส่วนร่วมของสังคม วัฒนธรรมอำนาจนิยมแบบอุปถัมภ์ที่มุ้งเน้นประโยชน์ตนและพร้อมที่จะละเลยความถูกต้องและประการสุดท้ายวิสัยทัศน์และตัวชี้วัดได้รับการประเมินค่าจากส่วนราชการเป็นเพียงแบบฝึกหัดทางวิชาการที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง อีกทั้งเป็นภาระที่จำเป็นต้องทำเพื่อความครบถ้วนของกระบวนการรายงาน หาใช่เป้าหมายสูงสุดและมาตรฐานที่คนในองค์กรต้องพร้อมใจกันขับเคลื่อนให้บรรลุผล

          หากสังคมไทยจะเรียกร้องหาศีลธรรมเพื่อให้ศีลธรรมมาช่วยแก้ปัญหาและเป็นแพะรับบาปกับทุกปัญหาในสังคม มันก็คล้ายกับการเรียกร้องธรรมาภิบาลให้เป็นหลุมดำรองรับปัญหาและเป็นยาวิเศษแห่งความหวังในการแก้ไขปัญหาของระบบราชการไทย ท้ายที่สุดปัญหาสังคมยังคงอยู่คู่กับศีลธรรม เคียงข้างกับปัญหาในระบบราชการไทยที่อยู่คู่กับธรรมาภิบาล แท้จริงแล้วเป็นเพราะปัญหามันใหญ่โตเกินกำลังของเครื่องมือ หรือเราใช้เครื่องมือไม่เป็น และไม่สนใจ

         
เอกสารอ้างอิง

โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์. องค์กรปรนัย ตัวชีวัดและวิสัยทัศน์แบบสมานฉันท์. นิตยสารเวย์ ฉบับที่ 30
ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์.2555. “ยุคเปลี่ยนผ่านวรรณกรรมไทย วรรณกรรมไทยยุคเปลี่ยนผ่าน” น.110  
จากสยามยามเปลี่ยนไม่ผ่าน. สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.นนทบุรี
พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หน่วยงานภาครัฐกับความพยายามปฏิบัติงานในแนวทาง “สังคมร่วมรัฐ” ภายใต้อุดมการณ์ “รัฐล้อมสังคม”



* มานะ  วินทะไชย  


          เมื่อพิจารณาตามกรอบเครื่องมือการบริหารจัดการองค์กร 4 M ที่แม้ว่าจะโบราณสักหน่อยในการสำรวจตรวจสอบไปในทุกองค์กรจะพบแต่ความขาดแคลน และไม่เพียงพอต่อปัจจัยสำคัญต่อการบริหารจัดการให้สำเร็จ กล่าวคือ
          ขาดคน (Man) คนไม่พอกับปริมาณงานที่มาก หรืองานล้นคนล้นมือ โดยไม่เคยปรากฏว่าคนล้นงาน
          ขาดเงิน (Money) งบประมาณก็คล้ายทะเล ที่ไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟที่ไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อฉันใด หน่วยงานภาครัฐ ก็ไม่เคยจุใจด้วยงบประมาณฉันนั้น
          ขาดวัสดุ อุปกรณ์ (Material) ที่ต้องจัดหาให้เพียงพอ และก้าวตามทันต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอยู่เสมอ

          ด้วยเหตุดังกล่าว หลักคิดในการบริหารจัดการ (Management) เพื่อแก้ปัญหาก็มักนำเสนอว่าภายใต้ความจำกัด ความไม่มากพอของปัจจัยที่จะนำมาซึ่งการทำงานให้สำเร็จดังกล่าว จำเป็นต้องใช้    แนวทางการแสวงหาความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคมและประชาชน มาช่วยเหลือ หนุนเสริม ระดมพลัง ทั้งความคิด สติปัญญาและทรัพยากรรูปแบบต่างๆ เพื่อบรรเทาความขาดแคลนขององค์กร ที่เรียกว่า เป็นการทำงานแบบมีส่วนร่วม สร้างเครือข่ายพันธมิตรและบูรณาการการทำงานร่วมกัน ประกอบกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น โดยส่งเสริมให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียรับทราบ รู้เห็นและยินยอมในการกำหนด พิจารณา ไต่สวนวาระสาธารณะ (พฤทธิสาน,2551:91)

          นอกจากนี้ ยังมีการแปรอุดมการณ์ให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้ด้วยการกำหนดไว้เป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เสมือนยุทธศาสตร์ชาติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ.2550 ในประเด็นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนา ไปจนถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ (รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 87) โดยมิพักต้องกล่าวถึงแนวทางการปฏิบัติงานแบบบูรณาการ ภายใต้หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ที่ทุกส่วนราชการต้องยึดถือและปฏิบัติตาม ยิ่งมีส่วนช่วยหนุนเสริมให้ประชาชน รวมทั้งองค์กรภาคส่วนต่างๆ ตระหนักในสิทธิ ให้ความสำคัญและจำเป็นที่จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกัน กระทั่งตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ

          ส่วนราชการต่างๆ ตอบสนองอุดมการณ์ประชาธิปไตยและบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญอย่างเป็นรูปธรรมและเห็นได้ชัดเจนที่สุด ด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์หน่วยงานภายใต้กรอบแนวคิดดังกล่าว เช่น  การพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชน  การส่งเสริมความร่วมมือของประชาชนในการพัฒนาการปฏิบัติงาน   การแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน   การทำงานแบบมีแนวร่วมและเครือข่าย  การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการปฏิบัติงาน และการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU)   ในการปฏิบัติงานร่วมกัน เป็นต้น
 
          แล้วการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐกับภาคสังคมและประชาชน จะสามารถยกระดับการพัฒนาองค์กรได้จริงหรือ ?
          รัฐจะยอมวางมือจากสถานภาพการนำ แล้วยอมให้สังคมและประชาชนมาเดินคู่ขนานจริงหรือ ?

          อธิบายสภาพการณ์ดังกล่าวตามกรอบ ไตรลักษณรัฐ ได้ว่าเป็นความพยายามในการสร้างมิติ สังคมร่วมรัฐ เพื่อให้สังคม รวมถึงประชาชนอยู่ในฐานะที่มีความกล้าแข็ง ทัดเทียมกับอำนาจรัฐ ที่ทำได้แม้กระทั่งตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หรือในการดำเนินกิจกรรมใดๆก็ตามของหน่วยงานรัฐ ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นความพยายามทำลายความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม ในลักษณะ            รัฐเหนือสังคมซึ่งเดิมรัฐและกลไกของรัฐ ทั้งด้านกลไกการใช้กำลังบังคับและกลไกทางอุดมการณ์ เป็นฝ่ายครอบงำและกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมากกว่าพลังทางสังคมและประชาชนจะเป็นฝ่ายครอบงำและกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลง (ชัยอนันต์,2535:201-202) หมายความว่าต่อจากนี้ไป สังคมและประชาชนจะเข้ามาประสานงานการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการกับรัฐและองค์กรภาครัฐ จนกระทั่งสามารถก้าวขึ้นเป็นพลังนำในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติ ตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น

โลกยุคโลกาภิวัตน์หรือโลกไร้พรมแดน ทุนและข้อมูล ข่าวสารสามารถผ่านเส้นกั้นพรมแดนมาได้อย่างเสรี อำนาจรัฐยิ่งมีประสิทธิภาพน้อยลงไปทุกที (สุวิทย์,2540:8) จะสามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือเป็นเพียงมายาคติเมื่อใช้กับรัฐไทย ?
 โลกาภิวัตน์ จะสามารถย่อยสลายหรือทำลายอำนาจรัฐ แล้วผลักดันสังคมให้เข้ามาควบคุมรัฐราชการรวมศูนย์อำนาจมากกว่าหนึ่งร้อยปี (เสกสรรค์,2538:128) ได้จริงหรือ ?

ใช่หรือไม่ว่า รัฐไทย ที่มีโครงสร้างอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางผ่านกลไกหน่วยงานภาครัฐ ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับระบอบอำนาจนิยม จึงมีลักษณะเอารัฐเป็นตัวตั้งและสังคมเป็นตัวตาม            (เสกสรรค์,2554:91) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เป็น รัฐล้อมสังคม โดยรัฐเป็นแกนกลางการปกครองและเป็นแกนกลางของสังคมด้วย รัฐ โดยเครื่องมือ กลไกราชการ จึงเป็นผู้กำหนดบทบาทของสังคม บทบาทของทุกคนในสังคม กำหนดคุณค่าและความดีงามทั้งปวงด้วย (ชัยอนันต์,2538:5) และกำหนดไปถึง การมีส่วนร่วมของประชาชน (Guided participation) เป็นการมีส่วนร่วมแบบชี้นำ ทั้งรูปแบบ แนวคิด กระบวนการมีส่วนร่วมจะถูกกำหนดจากศูนย์อำนาจส่วนกลาง ให้มีส่วนกำหนดในบางเรื่อง ให้ร่วมดำเนินการในบางขั้นตอน

ดังนั้น สังคมร่วมรัฐ ภายใต้กิจกรรมประสานความร่วมมือในการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐกับภาคสังคมและประชาชน ซึ่งก็ตกอยู่ภายใต้การชี้นำของรัฐด้วยเช่นกัน จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง อาจเป็นได้ก็เพียงผิวเผิน เป็นมายาคติของการมีส่วนร่วม ที่มักกำหนดในรูปของการวางแผน หรือกำหนดยุทธศาสตร์โดยปราศจากการร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติและร่วมรับผิดชอบของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง จะมีบ้างก็เพียงกิจกรรมการประชุม/สัมมนาร่วมกัน  หรือการถ่ายภาพร่วมกันเพื่อเป็นหลักฐานการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทว่าไม่มีผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นแต่อย่างใด

เหตุทั้งนี้ ก็เพราะว่าอำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในกระบวนการมีส่วนร่วมอยู่ที่รัฐราชการรวมศูนย์ หาใช่ภาคสังคม และประชาชน แต่อย่างใด
...เป็นการตัดสินใจว่าจะกระจายอำนาจ แบ่งปันอำนาจหรือความรับผิดชอบให้กับภาคส่วนอื่นมากน้อยเพียงใด
ตัดสินใจว่าจะร่วมมือกันทำงานกับภาคส่วนอื่นอย่างจริงจัง จริงใจเพียงใด

 
เอกสารอ้างอิง

ชัยอนันต์ สมุทวณิช .2535. รัฐ.สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.กรุงเทพมหานคร
ชัยอนันต์ สมุทวณิช .2538. ไตรลักษณรัฐกับการเมืองไทย.สำนักพิมพ์สุขุมและบุตร.กรุงเทพมหานคร
พฤทธิสาน ชุมพล.2551.คำและความคิดในรัฐศาสตร์ร่วมสมัย.สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
         กรุงเทพมหานคร
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ .2540 .ประชาสังคมกับการพัฒนาสุขภาพ บทวิเคราะห์ทางวิชาการ. สำนักพิมพ์
         สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.กรุงเทพมหานคร
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล.2538.วิพากษ์สังคมไทย.สำนักพิมพ์อมรินทร์.กรุงเทพมหานคร
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล.2554.เปลี่ยนประเทศไทยด้วยพลังพลเมือง ยุติการเมืองแบบหางเครื่อง.      
            ปราชญ์สำนักพิมพ์. กรุงเทพมหานคร