แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมาภิบาล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมาภิบาล แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ราชทัณฑ์ ธรรมาภิบาล ? [1]



* มานะ  วินทะไชย  



               ในการบริหารประเทศ เครื่องมือที่เป็นกลไกสำคัญยิ่งในการบริหารงานของรัฐ คือ ภาคราชการในการดำเนินกิจการและการบริหารงานประเทศของรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศชาติสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีเสถียรภาพ การปฏิรูประบบราชการ จึงเป็นทางออกเพื่อให้ภาครัฐสามารถสนองตอบต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง หรือเพื่อรองรับยุค โลกาภิวัตน์



               รัฐบาลจึงได้กำหนดมาตรการในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มากขึ้น ด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ทั้งนี้ เพื่อให้กลไกของประเทศ ได้แก่ ภาคราชการ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ประสานความร่วมมือในการบริหารประเทศอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลได้มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. 2542 และต่อมาได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 ซึ่งทั้งสองมาตรการ ประกอบด้วยสาระที่สามารถกำหนดเป็นหลักสำคัญในการปรับปรุงรูปแบบการบริหารและพัฒนาประเทศ ได้ 6 ประการ ได้แก่ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักความมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบและหลักความคุ้มค่า นับเป็นหลักการพื้นฐานของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี



กรมราชทัณฑ์ มิได้แตกต่างไปจากส่วนราชการอื่นๆ ที่ต้องยึดหลักการสำคัญในการบริหารทั้ง 6 หลัก ดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าประสงค์ของรัฐบาลในการที่จะสร้างประชารัฐที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืน เป็นระบบราชการที่ส่งเสริม สนับสนุนและให้บริการแก่ประชาชนด้วยความโปร่งใส ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม เข้ามาตรวจสอบการทำงานได้ อีกทั้งยังเป็นองค์กรที่ทรงไว้ซึ่งความมีคุณธรรม เสมอภาค และคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริง



การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาความคิดเห็นของข้าราชการกรมราชทัณฑ์ที่มีต่อการนำหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีไปใช้ในการบริหารงานของกรมราชทัณฑ์ โดยวิจัยประชากรเฉพาะข้าราชการของกรมราชทัณฑ์ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในสังกัดสำนักและกอง ซึ่งมี จำนวน 544 คน ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2553



ผลการศึกษา

          ข้าราชการส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ มีความคิดเห็นต่อการนำหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมาใช้ในการบริหารงานของกรมราชทัณฑ์ ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง  คือ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.63 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยแบ่งเป็น 6 ด้าน และเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า



          1. หลักความโปร่งใส อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.75

          2. หลักความคุ้มค่า อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.73

          3. หลักคุณธรรม อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.67

          4. หลักนิติธรรม อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.57

          5. หลักความรับผิดชอบ อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.55

          6. หลักการมีส่วนร่วม อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.49



จากผลการศึกษาที่สามารถนำมาสรุปเป็นข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานเพื่อการปรับปรุงภารกิจต่อไปในอนาคตและข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในครั้งต่อไปได้  ดังนี้

1. ผลการศึกษาถึงความคิดเห็นของข้าราชการกรมราชทัณฑ์ต่อการนำหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมาใช้ในการบริหารงานของกรมราชทัณฑ์ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง           (X=3.63) เนื่องจากภารกิจต่างๆ ไม่มีความชัดเจน และเป็นรูปธรรมที่สามารถถือเป็นหลักในการบริหารงานตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองได้อย่างแท้จริง กรมราชทัณฑ์ควรมีการทบทวนภารกิจการอำนวยการและสนับสนุนทั้งหมดของสำนักและกองในสังกัดกรมราชทัณฑ์ รวมทั้งของเรือนจำและทัณฑสถานในส่วนภูมิภาคที่ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในการปฏิบัติงาน ว่าภารกิจใดควรมีอยู่และภารกิจใดควรปรับปรุง โดยการศึกษารูปแบบและวิธีการของระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเพื่อใช้เป็นกรอบของการปรับและเพิ่มเติมภารกิจที่เหมาะสมขึ้นมาใหม่ให้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยจะต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจัง ด้วยกรอบการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงาน

2. เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าความคิดเห็นของข้าราชการส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ต่อการนำหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมาใช้ในการบริหารงานของกรมราชทัณฑ์ ด้านหลักการมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นด้วยน้อยที่สุด(X=3.49) โดยเฉพาะในประเด็น กรมราชทัณฑ์ไม่จำเป็นต้องทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการปฏิบัติงานของข้าราชการเพราะผู้ที่มาติดต่องานราชทัณฑ์นั้น ต่างเป็นผู้มีส่วนได้หรือส่วนเสียผลประโยชน์จึงเกิดอคติต่อการทำงานได้ ทั้งนี้ เนื่องจากกรมราชทัณฑ์ในฐานะหน่วยงานราชการบริหารส่วนกลาง ยังคงมีการบริหารงานตามระบบราชการที่เข้มแข็ง กล่าวคือให้ความสำคัญกับ หลักการแบ่งงานกันทำ ยึดถือกฎ ระเบียบ เป็นหลัก   เน้นความสัมพันธ์แบบทางการไม่ยึดถือตัวบุคคล โดยไม่ให้ความสนใจกับการมีส่วนร่วมในการทำงาน แม้กระทั่งภายในฝ่าย/ส่วนของหน่วยงานเดียวกัน แต่มุ่งเน้นการทำงานตามหน้าที่และสายการบังคับบัญชาเท่านั้น โดยไม่ต้องการเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับภาคส่วนอื่น รวมถึงประชาชน กล่าวคือ ไม่ต้องการรับฟังความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานของหน่วยงาน    หากไม่มีกฎ หรือระเบียบรองรับ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม ตลอดจนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ที่เน้นหนักและให้ความสำคัญกับการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน หรือการบูรณาการเพื่อประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเน้นให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง (citizen centered) ซึ่งในเบื้องต้นจำเป็นต้องรับฟังเสียงสะท้อนการปฏิบัติงานของหน่วยงานจากประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการบริหารและพัฒนาหน่วยงานให้เป็นไปเพื่อการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนในการให้บริการประชาชนภายใต้ภารกิจที่รับผิดชอบ ดังนั้นผู้บริหารควรเร่งปลูกจิตสำนึกให้กับข้าราชการให้มุ่งเน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วม และกำหนดแนวทางหรือวิธีการบูรณาการการทำงานทั้งภายในและภายนอกองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีประชาชนในฐานะผู้มีส่วนได้เสียจากการปฏิบัติงานของหน่วยงาน เป็นศูนย์กลางในการทำงานหรือการให้บริการ ภายใต้การกำกับ ตรวจสอบและประเมินผลการทำงาน ที่มีประสิทธิภาพ

3. จากการศึกษาพบว่าความคิดเห็นของข้าราชการส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ต่อการนำหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมาใช้ในการบริหารงาน ด้านหลักความรับผิดชอบ (X=3.55) กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นด้วยน้อยที่สุดรองลงมา โดยเฉพาะในประเด็นกรมราชทัณฑ์ขาดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานทำให้ผู้ปฏิบัติงานขาดมาตรฐานในการทำงาน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน เป็นเครื่องมือหรือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของหน่วยงานและข้าราชการ ผ่านการกำกับ ควบคุม ตรวจสอบสิ่งที่ตั้งเป้าไว้หรือสิ่งที่มุ่งหมายไว้ด้วยตัวชี้วัดและมาตรฐานการทำงาน เพื่อเป็นเครื่องกำหนดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ใช้ในการสื่อสารให้ทราบเพื่อถือปฏิบัติทั่วทั้งองค์กรและประการสำคัญที่สุด เพื่อการแสดงประสิทธิภาพและประสิทธิผลการทำงาน ดังนั้น ผู้บริหารควรให้ความสำคัญและสร้างความตระหนักในความรับผิดชอบต่อผลการดำเนินงานของหน่วยงานและข้าราชการ โดยการให้ตัวชี้วัดและมาตรฐานการทำงาน เป็นกรอบแนวทางการปฏิบัติงานอย่างจริงจัง เพื่อเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบและประเมินผล ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของหน่วยงานได้อย่างแท้จริง

4. การแสวงหาแนวทางในการปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการดำเนินงานตามหลักหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้แก่

    - การศึกษารูปแบบ  กระบวนการทางกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ สนองตอบต่อความต้องการของประชาชน มีความทันสมัยและปฏิบัติได้จริง

    - ศึกษารูปแบบการสรรหาผู้บริหารระดับสูง โดยการรับสมัครบุคลากรทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงาน ปรับกระบวนการคัดเลือกโดยใช้หลักประชาธิปไตยด้วยการให้ผู้สมัครแสดงวิสัยทัศน์การบริหารงานและให้บุคลากรกรมราชทัณฑ์ทั่วประเทศลงคะแนนเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและได้ผู้บริหารมืออาชีพ

                    - ศึกษารูปแบบการทำสำนักงานอัตโนมัติ เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานการทำงานของกรมราชทัณฑ์ให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล

ผู้เขียนยอมรับว่าแม้ผลการศึกษาในภาพรวมจะอยู่ในระดับปานกลาง แต่จากการศึกษาเฉพาะข้าราชการส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ หาใช่การศึกษาที่ครอบคลุมไปถึงข้าราชการในส่วนเรือนจำและทัณฑสถานแต่อย่างใด ผลการศึกษาดังกล่าวย่อมไม่อาจสะท้อนระดับ “ธรรมาภิบาล”ในงานราชทัณฑ์ได้อย่างแท้จริง    จึงจำเป็นต้องศึกษากลุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุมทั้งข้าราชการในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อตรวจสอบว่า ภารกิจราชทัณฑ์ที่ดำเนินการอยู่นั้น สอดคล้องต้องกันกับหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ ? เพื่อคลายความสงสัยหรือข้อข้องใจของผู้เขียน กล่าวคือ ใช่หรือไม่ว่า “ระดับปานกลาง”     มีค่าเท่ากับ ไม่แน่ใจ หรือไร้ซึ่ง ธรรมาภิบาล


……………………….





[1] สรุปความจาก มานะ วินทะไชย.2555 .ความคิดเห็นของข้าราชการกรมราชทัณฑ์ต่อการนำหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมาใช้ในการบริหารงานของกรมราชทัณฑ์.ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ธรรมาภิบาล (ศีลธรรมภาครัฐ) : ความย้อนแย้งของหลักธรรมกับการนำไปปฏิบัติ



* มานะ  วินทะไชย  

อภิมหาพรรณนา (Grand Narrative) ของพุทธศาสนาที่ปกคลุม ครอบงำสังคมไทย ส่งผลให้ “หลักศีลธรรม” เป็นคำอธิบายและคำตอบที่ครอบจักรวาลและสามารถใช้เสมือนเป็นแก้วสารพัดนึกสำหรับจัดการกับปัญหาต่างๆในสังคม กล่าวคือ เด็กวัยรุ่นติดยาเสพติดหรือมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ก็อธิบายว่าเพราะศีลธรรมเสื่อม  โจรผู้ร้ายชุกชุมก็เพราะศีลธรรมตกต่ำ ซ่องโสเภณี บ่อนการพนันเกลื่อนกลาดก็เพราะคนไร้ศีลธรรม ข้าราชการ นักการเมืองรับสินบน ยักยอกเบียดบังเงินหลวงก็เพราะขาดคุณธรรมและพร่องศีลธรรม พ่อค้าและนายทุนเอารัดเอาเปรียบประชาชน ค้ากำไรเกินเหตุ ก็เพราะไร้ศีลธรรม เมื่อนำศีลธรรมมาเป็นแก้วสารพัดนึกใช้อธิบายทุกปัญหาในสังคมเสียแล้ว ศีลธรรมจึงกลายเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ใช้แก้ปัญหา ทุกปัญหาในสังคม (ชูศักดิ์,2555:110)

หลักคิดดังกล่าวยังแผ่อิทธิพลมายังระบบราชการไทยที่มองเข้ามาเมื่อใดก็เห็นแต่ปัญหาความไร้ประสิทธิภาพของระบบ ความไม่มีสมรรถนะของคน  ความล้มเหลวของกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาประเทศ เหตุทั้งนี้ก็เพราะระบบราชการไทยไม่มีหลักศีลธรรมเป็นเครื่องประกอบในการปฏิบัติงาน หรือไม่มีธรรมาภิบาล ผลที่ตามมาคือ ระบบราชการไทยไร้ประสิทธิภาพในทุกมิติ จึงมีความพยายามที่จะยัดเยียด “ศีลธรรม” เข้าไว้ในหลักการปฏิบัติงาน โดยเชื่อว่าจะทำให้ปัญหาหมดไป ระบบการทำงานจะดีขึ้น ฟื้นฟูประสิทธิภาพ และเรียกความเชื่อมั่นของสังคมและประชาชนต่อระบบราชการไทยกลับคืนมา

ปี พ.ศ.2542 ได้มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ประกอบด้วยหลักธรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ 6 ประการ ได้แก่ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักความมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบและหลักความคุ้มค่า

ปี พ.ศ.2546 ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ประกอบด้วยหลักธรรมเพื่อให้ข้าราชการหรือส่วนราชการปฏิบัติราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย
1. การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
2. การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจภาครัฐ
3. การบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพ
4. การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน
5. การปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ
6. การอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน
7. การประเมินผลการปฏิบัติราชการ

หลักการต่างๆ ที่กำหนดโดยระเบียบสำนักนายกฯ และโดยพระราชกฤษฎีกาฯดังกล่าว เป็นกรอบ
แนวทางการปฏิบัติราชการทั้งของข้าราชการและทุกส่วนราชการ ที่เรียกว่า “ธรรมาภิบาล”ซึ่งเชื่อว่าหากยึดถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดแล้ว จะทำให้ระบบราชการไทยมีประสิทธิภาพ ประชาชนได้รับบริการที่ดีจากรัฐ ด้วยการบริหารราชการที่ดำเนินไปอย่างมีแผน มีขั้นตอนที่เหมาะสม สามารถวัดผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจนและคุ้มค่าใช้จ่าย กล่าวได้ว่า นับจากนี้ไปปัญหาใจกลางของระบบราชการไทยที่จะมีหรือไม่มีประสิทธิภาพ แขวนไว้กับการดำรงและรักษาไว้ ซึ่งธรรมาภิบาล อันจะส่งผลต่อความดีขึ้นหรือเลวลงของบริการที่ประชาชนจะได้รับจากภาครัฐ
 
          การแปลงศีลธรรมของภาครัฐในรูปธรรมาภิบาลไปสู่การปฏิบัติ ด้วยหลักนิยมของการจัดทำแผนยุทธศาสตร์หรือแผนปฏิบัติการ จะเห็นได้ว่าหมุดหมายสำคัญของแผน เริ่มต้นที่วิสัยทัศน์ในฐานะนามธรรมสูงส่ง คล้ายหลักธรรมสำหรับการเกาะเกี่ยวของข้าราชการเพื่อปฏิบัติงานสู่เป้าหมายยิ่งใหญ่ร่วมกัน
          คำถามคือวิสัยทัศน์ในแผนของส่วนราชการต่างๆในปัจจุบัน สามารถเป็นสิ่งแทนความต้องการและนำไปสู่การบรรลุฝั่งฝันได้จริงหรือไม่

          วิสัยทัศน์ที่ทำๆกันตามองค์กรต่างๆมีอยู่หลายแบบ แต่สามารถจัดประเภทได้เป็นกลุ่มๆ คือ
1. วิสัยทัศน์ว่าตามนาย คือ นายไปเข้าหลักสูตรผู้บริหารเกิดจุดประกายกับแนวคิดอะไร ก็เอาไป
แต่งเป็นวิสัยทัศน์
2. วิสัยทัศน์แบบสมัยนิยมฟุ้งเฟ้อ ที่ทุกองค์กรต้องการเป็นเลิศและอยากเป็นระดับโลกกันหมด
3. วิสัยทัศน์แบบคำขวัญวันเด็ก เน้นสัมผัสนอกสัมผัสในให้คล้องจองเป็นหลัก
4. วิสัยทัศน์แบบศัพทานุกรม เน้นการรวบรวมคำใหญ่ๆทั้งหลายที่ฟังดูดีมาแต่งเป็นวิสัยทัศน์

        กระบวนการได้มาซึ่งวิสัยทัศน์ที่นิยมกันมาก คือกระบวนการสร้างวิสัยทัศน์เฉลี่ยแบบสมานฉันท์ วิธีง่ายๆ คือจัดประชุมผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเชิญวิทยากรกระบวนการมานำประชุม แจกกระดาษแผ่นเล็กๆให้ทุกคนเขียนในสิ่งที่ต้องการให้องค์กรเป็น นำเอาบัตรคำเหล่านั้นมาเรียงสลับกันไปมาแล้วพยายามต่อคำต่างๆที่ได้มาให้เป็นวลี ด้วยคำเชื่อม และ-หรือ-ที่-ซึ่ง-อัน-ทั้ง-เพื่อ-โดย ให้พอสื่อความหมายได้ ก็จะได้วิสัยทัศน์เฉลี่ยแบบสมานฉันท์ (โกมาตร,2552:19) ที่ยึดโยงถึงความสามารถที่จะนำพาองค์กรสู่ความเป็นธรรมาภิบาลได้ในรูปแบบที่ทุกคนพอใจ มักจะมีคำประเภท เป็นเลิศ-เป็นหลัก-ได้มาตรฐาน-ชั้นนำ-ประสิทธิภาพ-ประสิทธิผล-บูรณาการ-ความเป็นธรรม –นิติธรรม-ชาติมั่นคง-ประชาชนมั่งคั่ง-สมดุล-ยั่งยืน-ทันสมัย-เชื่อถือได้ เพื่อให้ข้าราชการและทุกส่วนราชการยึดถือและปฏิบัติตามประดุจหลักศีลธรรมที่ประชาชนผู้นับถือพุทธพึงปฏิบัติโดยเคร่งครัดหากต้องการได้ชื่อว่าเป็นศาสนิกอันประเสริฐ

          แต่ในความเป็นจริงแล้ววิสัยทัศน์ประเภทนี้เป็นวิสัยทัศน์แบบปรนัยที่มีไว้ท่องจำ ไม่ต่างอะไรกับการเรียน การสอนและการสอบปรนัย ใครจะเลื่อนขึ้น จะประเมินความดีความชอบ หรือองค์กรจะผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐาน เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องท่องวิสัยทัศน์องค์กรให้ได้ เฉกเช่นการเป็นคนดีของสังคมใด ก็จำเป็นที่จะต้องแม่นในหลักธรรมที่สังคม ชุมชนนั้นยึดถือ

          เมื่อนำวิสัยทัศน์ที่ไร้ความหมายมากำหนดเป็นพันธกิจบ้าง ยุทธศาสตร์บ้าง แผนปฏิบัติการ และตัวชี้วัดการประเมินผลบ้าง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแค่แบบฟอร์มที่ต้องกรอกเพื่อให้มีส่งตามข้อกำหนดฝ่ายบริหารหรือหน่วยงานสั่งการ (กระทรวงเจ้าสังกัด กพร. สำนักงบประมาณ) 

          คนในองค์กรเหล่านี้ใช้เวลาของชีวิตจำนวนมาก สิ้นเปลืองไปกับการกรอกแบบฟอร์มที่ตนเองก็ไม่รู้ว่ามีความหมายอะไร หรือที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือกรอกข้อมูลที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ใช่ความจริง หาประโยชน์อะไรแทบไม่ได้ เพราะเป็นแค่สิ่งที่ปั้นแต่งขึ้นให้มีตัวเลขพอได้กรอกรายงานให้ได้ชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเติมเต็มธรรมาภิบาลในองค์กรแต่เมื่อผลการประเมินปรากฏออกมาส่วนราชการโดยมากมักได้คะแนนประเมินในระดับสูงที ร้อยละ 90 ขึ้นไป สามารถอ่านจากตัวเลขได้ว่าส่วนราชการเหล่านั้นล้วนแต่มีการปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาภายใต้ภารกิจที่รับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ  แท้จริง ย่อมส่งผลต่อการระดับการพัฒนาประเทศที่ดีขึ้นในภาพรวม

          การณ์กลับปรากฏว่า ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ความมั่นคงของประเทศยังคงอยู่และทวีความหนักหน่วงมากขึ้นทุกวัน มันสวนทางกับผลการประเมินธรรมาภิบาลที่แสดงออกผ่านความสามารถในการบรรลุวิสัยทัศน์และการผ่านเกณฑ์ชี้วัดประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของส่วนราชการต่างๆ โดยช่องทางแผนยุทธศาสตร์ระดับต่างๆ ที่ได้คะแนนประเมินในระดับสูง
  
          ด้วยเหตุที่กล่าวมา ใช่หรือไม่ว่าเราไม่อาจคาดหวังถึงประสิทธิภาพของการปฏิบัติราชการภายใต้แผนยุทธศาสตร์หรือแผนปฏิบัติการที่มีวิสัยทัศน์เป็นธงนำและมีตัวชี้วัดที่ทำกันในปัจจุบันเป็นกลไกขับเคลื่อนได้อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับการที่สังคมไทยพยายามอธิบายทุกเรื่องด้วยกรอบศีลธรรม โดยไม่เห็น ไม่เข้าใจเงื่อนไขและปัจจัยอันซับซ้อนทางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมที่เอื้อให้เกิดปัญหาต่างๆในสังคม ในทำนองเดียวกันกับระบบราชการไทยที่ใช้ธรรมาภิบาลเป็นยาครอบจักรวาลที่เชื่อว่าแก้ไขได้ทุกเรื่อง ทุกหน่วยงานจะต้องมีแผนเป็นแหล่งอ้างอิงและเป็นธงนำคล้ายเป็นแก้วสารพัดนึกที่จะเยียวยาทุกอุปสรรคได้ทั้งหมด โดยละเลยปัจจัยอันซับซ้อนของระบบราชการและโครงสร้างและอาณาจักรอันใหญ่โต การแทรกแซงของฝ่ายการเมือง การเพิกเฉยต่อการมีส่วนร่วมของสังคม วัฒนธรรมอำนาจนิยมแบบอุปถัมภ์ที่มุ้งเน้นประโยชน์ตนและพร้อมที่จะละเลยความถูกต้องและประการสุดท้ายวิสัยทัศน์และตัวชี้วัดได้รับการประเมินค่าจากส่วนราชการเป็นเพียงแบบฝึกหัดทางวิชาการที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง อีกทั้งเป็นภาระที่จำเป็นต้องทำเพื่อความครบถ้วนของกระบวนการรายงาน หาใช่เป้าหมายสูงสุดและมาตรฐานที่คนในองค์กรต้องพร้อมใจกันขับเคลื่อนให้บรรลุผล

          หากสังคมไทยจะเรียกร้องหาศีลธรรมเพื่อให้ศีลธรรมมาช่วยแก้ปัญหาและเป็นแพะรับบาปกับทุกปัญหาในสังคม มันก็คล้ายกับการเรียกร้องธรรมาภิบาลให้เป็นหลุมดำรองรับปัญหาและเป็นยาวิเศษแห่งความหวังในการแก้ไขปัญหาของระบบราชการไทย ท้ายที่สุดปัญหาสังคมยังคงอยู่คู่กับศีลธรรม เคียงข้างกับปัญหาในระบบราชการไทยที่อยู่คู่กับธรรมาภิบาล แท้จริงแล้วเป็นเพราะปัญหามันใหญ่โตเกินกำลังของเครื่องมือ หรือเราใช้เครื่องมือไม่เป็น และไม่สนใจ

         
เอกสารอ้างอิง

โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์. องค์กรปรนัย ตัวชีวัดและวิสัยทัศน์แบบสมานฉันท์. นิตยสารเวย์ ฉบับที่ 30
ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์.2555. “ยุคเปลี่ยนผ่านวรรณกรรมไทย วรรณกรรมไทยยุคเปลี่ยนผ่าน” น.110  
จากสยามยามเปลี่ยนไม่ผ่าน. สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.นนทบุรี
พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546