วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

อาหารขยะ อาหารแดกด่วน ฟาสต์ฟูด (Fast Food) มีโทษอย่างไร

           เพราะภารกิจ และเศรษฐกิจที่รัดตัว โดยเฉพาะคนในเมืองหรือมนุษย์เงินเดือน ทำให้มีเวลาในการปรุงอาหารน้อยลง  จึงหันมาพึ่งอาหารที่ปรุงง่าย  กินง่าย ที่เรียกว่า ฟาสต์ฟูด หรือผมเรียกว่า "อาหารแดกด่วน" อย่างเช่น แฮมเบอร์เกอร์  ฮอทด็อก พิชซ่า ซึ่งปัจจุบันดูเหมือนจะแพร่ระบาดไปทั่วโลก จนกลายเป็นค่านิยมที่คิดว่าทันสมัย 
           แต่มีข่าวล่าสุดจากองค์การอนามัยโลกว่า Fast Food หรือ Junk Food (อาหารขยะ) มิได้มีคุณค่าทางโภชนาการเท่าที่ควร  เพราะเนื้อที่บดเก็บไว้นาน ๆ จะเสื่อมคุณค่าทางอาหาร  ไขมันก็จะถูกออกซิไดซ์  ซึ่งจะให้โทษมากกว่าประโยชน์  ส่วนไส้กรอกก็มีสารกันบูด และสารปรุงแต่งอื่น ๆ ซึ่งจะให้โทษต่อร่างกาย ถ้าเก็บสะสมไว้มาก ๆ
           การรับประทานอาหารขยะ เป็นประจำ จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่ครบถ้วน เพราะได้รับแต่ไขมัน แป้ง และน้ำตาลเป็นหลัก  ถ้ากินมาก ๆ จะทำให้มีผลต่อสุขภาพร่างกาย  ทำให้ป่วยเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตได้ง่าย

ขอคุณข้อมูลเบื้องต้นจาก   อำนาจ  เจริญศิลป์

วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยง

           1. น้ำหวานต่าง ๆ ได้แก่ น้ำหวานเข้มข้น  น้ำผลไม้ผสมอาหาร  น้ำอัดลม  เครื่องดื่มน้ำตาล
           2. อาหารที่มีน้ำตาลมาก  เช่น แยม  เยลลี่ ลูกกวาด ช๊อกโกแลต  ผลไม้กวน  ผลไม้แช่อิ่ม  ผลไม้เชื่อม  นมข้นหวาน

ผู้ป่วยเบาหวาน ควรรับประทานอาหารกี่มื้อ

            ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่หลัก คือ เช้า กลางวัน เย็น และรับประทานอาหารเมื่อถึงเวลาไม่ใช่เมื่อหิว (เพราะถ้าหิวจะทำให้รับประทานมาก)   การรับประทานอาหารเพียง 1 ถึง 2 มื้อต่อวันเป็นการเข้าใจผิด จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง  ผู้ป่วยเบาหวานบางรายที่ฉีด อินซูลีน หรือมีประวัติน้ำตาลในเลือดต่ำบ่อย ๆ อาจจำเป็นจะต้องรับประทานอาหารมากกว่า 3 มื้อ โดยแบ่งมืออาหาร ออกเป็น 4 - 6 มื้อ

ข้อมูลจาก  อำนาจ เจริญศิลป์

รู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นเบาหวาน

           เราต้องสำรวจหรือสังเกตุตัวเองว่ามีลักษณะอาการดังนี้หรือเปล่า

           1. มีญาติพี่น้องเป็ฯเบาหวาน (เป็นโรคทางกรรมพันธุ์)
           2. อ่อนเพลียมาก และบ่อย
           3. คันตามผิวหนัง
           4. ปัสสาวะบ่อยและมาก
           5. หิวบ่อย ตลอดเวลา
           6. ตาพร่า  มัว ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย
           7. กระหายน้ำมากกว่าปกติ
           8. เป็นแผล และฝีง่าย และรักษายาก
           9. กินจุ แต่ผอมลง
          10. ปวดเจ็บตามกล้ามเนื้อ  ชา ตามมือและเท้า
           11. หมดความรู้สึกทางเพศ

วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

การซื้อโทรศัพท์แบบทัชสกรีนด์ (Touch Screen) ต้องดูอะไรบ้าง

สิ่งที่ต้องดูเมื่อเลือกซื้อมือถือ Touch Screen

           1. ขนาดจอ
                  - หากต้องการดู MV หนัง ควรใช้ขนาด 3 - 3.5 นิ้ว
                  - จอมีขนาดใหญ่จะกินไฟ ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วขึ้น ควรเลือกเครื่องที่สามารถลดแสงสว่างหน้าจอได้
           2. ความละเอียดของจอ
                  - ความละเอียดยิ่งมากยิ่งดี เพราะจะทำให้คมชัดมากขึ้น
                  - ปัจจุบัน มือถือ Touch Screen จะมีความละเอียดตั้งแต่ 240 x 400 พิกแซล - 800 x 480 พิกเซล อัตราส่วน 16 : 9 เท่า ในระดับ HD (High Definition)
           3. ชนิดของจอ
                  - มือถือ Touch Screen ทั่วไปจะใช้จอแบบ TFT - LCD ธรรมดา
                  - ถ้าราคา 10,000 บาทขึ้นไป จะใช้หน้าจอที่มีประสิทธิภาพสูง และประหยัดพลังงาน เช่น จอ AMOLED ของ ซัมซุง
                  - ขณะนี้ SAMSUNG ได้เปิดตัว จอ Super AMOLED ออกมา ซึ่งมีความสว่างกว่า จอ AMOLED ธรรมดาถึง 5 เท่า สู้แดดได้ดีกว่า 20 % มีใช้ในรุ่น S8500 WAVE และ i8520 Halo
           4. วัสดุหน้าจอ
                  - ในรุ่นแพง ๆ จะใช้กระจกแบบ Tempered Glass ซึ่ง ทนทานและป้องกันการขีดข่วน
                  - ในรุ่นถูกๆ จะเป็นกลุ่ม Capacitive ที่ใช้กระจกพลาสติก

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเมื่อจะซื้อ มือถือ Touch Screen

           1. งบประมาณ
                  - ต้องเหมาะสมและยืดหยุ่น (ต้องดูเงินในกระเป๋า)
           2. ประโชชน์ใช้สอย
                  - ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าเราจำเป็นต้องใช้ฟังก์ชั่นอะไรบ้างจากมือถือเครื่องใหม่ เช่น กล้องชัด ความจุเยอะ ลงโปรแกรมเพิ่มได้ เป็นต้น บางครั้งฟังก์ชั่นมาก แต่เราไม่ได้ใช้ ก็จะทำให้ราคาสูงเกินไป เพราะ ฟังก์ชั่นยิ่งมาก ราคาก็ยิ่งสูงขึ้นด้วย
           3. เชื่อมต่อได้รวดเร็ว
                  - ระบบ Wi - Fi เชื่อมต่อได้ตรงใจเราแค่ไหน ยิ่งมีปุ่มลัดให้ยิ่งดี
           4. ดีไซน์เลือกให้เหมาะ
                  - ใช้คล่องมือ ไม่หนัก
           5. หน้าจอต้องกว้าง
                  - จอกว้าง การสัมผัสจะสะดวกขึ้น
           6. หากชอบการส่งข้อความ
                  - ให้ใช้รุ่นที่มีแป้นพิมพ์ใหญ่ แต่ถ้าชอบใช้ปากกา Stylus ก็ไม่จำเป็น
           7. ทดลองใช้งานจริง
                  - ควรทดลองใช้จริงในรุ่นที่สนใจ ก่อนซื้อ เพื่อดูการตอบสนอง เวลาสัมผัสหน้าจอหน่วงเวลาหรือไม่  ต้องใช้แรงกดมากแค่ไหน เป็นต้น

การบำรุงรักษาหน้าจอมือถือ Touch Screen ทำอย่างไร

           โทรศัพท์มือถือ ปัจจุบันกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์เราเสียแล้ว ฉะนั้นอย่าใช้เป็นอย่างเดียว ต้องบำรุงรักษาด้วย โดยเฉพาะรุ่นปัจจุบันที่เป็นระบบ Touch Screen  มีวิธีรักษาหน้าจอง่าย ๆ ดังนี้

            1. ติดแผ่นกันรอยถลอก เพื่อป้องกันรอยขีดข่วน แรงกด สิ่งสกปรก และความชื้น
            2. ใช้ผ้าเช็ดแว่น หรือผ้าที่ไม่มีขน เช็ดทำความสะอาดหน้าจอ
            3. หากจำเป็นต้องใช้น้ำยา ให้ใช้น้ำยาสำหรับเช็ดหน้าจอ ทัชสกรีนด์ เท่านั้น ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ หรือน้ำยาทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์
            4. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการตก หรือกระแทก ควรใส่ซอง ปลอก สายคล้องคอ หรือกรอบหุ้มซิลิโคน เพื่อบรรเทาความเสียหายจากการตก
            5. ไม่ควรวางเครื่องไว้ในที่อุณหภูมิสูง เช่น รถยนต์ แสงแดด เป็นต้น
            6. หากโดนน้ำ ห้ามใช้ไดว์เป่าผมเป่าเด็ดขาด  ควรดำเนินการเช็ดตามข้อ 2

ขอบคุณครับ

การเลือกซื้อ TV ความคมชัดสูง ต้องพิจารณาอะไร

           ในอนาคตทีวี จะมีความคมชัดสูง มีระบบที่จะรองรองรับเครื่องเล่น ที่สนับสนุนความบันเทิงที่แข่งขันกันมากมาย หากต้องเปลี่ยน ทีวีใหม่ ขอให้เลือกซื้อเผื่ออนาคตไว้ด้วย จะได้ไม่ปวดหัวที่หลัง
โดยมีวิธีการดูหรือเลือกซื้อดังนี้

          1. ต้องสามารถแสดงภาพในแบบ ฟูลเอชดี (Full - HD)
          2. ต้องมีช่องรับสัญญาณ HDMI (High Definition Multimedia Interface) เวอร์ชั่น 1.3 ขึ้นไป
อย่างน้อย 1 ช่องอินพุท และมีช่องเอาท์พุท ประกอบด้วย STB/PVR ในส่วนหนึ่งของเอาท์พุท HDMI
          3. ต้องมีความสามารถถอดรหัส MHEG - 5
          4. สามารถแสดงผล 24p แบบเดียวกับระบบของบลูเรย์
          5. เครื่องส่งโทรทัศน์ ต้องส่งสัญญาณ DVB-S2 เพื่อสนองตอบการรับจากโทรทัศน์ Full HD

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

ตัวนำยิ่งยวด (Super Conductor) คืออะไร




          ตัวนำยิ่งยวด คือสารที่สามารนำกระแสไฟฟ้าจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งได้ โดยไม่มีการต้านทานเลย เรียกว่า "ความต้านทานเป็นศูนย์"  ปกติตัวนำไฟฟ้าที่เราใช้กันจะใช้ ลวดทองแดง อลูมิเนียม เงิน ที่มีอยู่ในสายไฟฟ้าทั่วไป ซึ่งโลหะตัวนำไฟฟ้าดังกล่าวนี้ แม้ว่าจะเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี แต่ก็ยังมีความต้านทานอยู่ในตัวเองความต้านทานนี้จะทำให้กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านสูญหายหรือสูญเสียไปบางส่วน โดยจะสูญเสียในรูปของความร้อน      ดังนั้นถ้าหากสายไฟมีขนาดยาว กำลังไฟก็จะตก ที่เรียกว่า "แรงดันไฟฟ้าตก"นั่นเอง  คุณสมบัตินี้จะไม่เกิดขึ้นกับตัวนำยิ่งยวด กล่าวคือ ตัวนำยิ่งยวด มีคุณสมบัติที่สำคัญคือ สารพวกนี้จะผลักสนามแม่เหล็ก เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า "ไมซ์สเนอร์เอฟเฟค" (Meisser effect)


            ตัวนำยิ่งยวด ค้นพบโดย นักฟิสิกส์ชื่อ Onnens ในปี 1991 เขาได้ทดลองวัดความต้านทานทางไฟฟ้าของปรอท และพบว่า เมื่อปรอทเย็นลงจนมีอุณหภูมิประมาณ 4.2 องษาเคลวิน (K) หรือที่ -269 องศาเซลเซียส ความต้านทานทางไฟฟ้าของปรอท จะหมดไป กลายเป็นตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด

            นับจากนั้นมา นักวิทยาศาสตร์ ก็ได้คิดค้นวิจัยมาเรื่อย ๆ จนพบว่า มีโลหะอีกหลายชนิดมีสภาพเป็นตัวนำยิ่งยวดได้ เมื่อทำให้เย็นตัวลง จนถึงอุณหภูมิหนึ่งหรือต่ำกว่านั้น   อุณหภูมิสูงสุดที่โลหะยังคงมีสภาพเป็นตัวนำยิ่งยวด อยู่ได้คือประมาณ 20 องศาเคลวิน ซึ่งก็ยังต่ำมาก
            นักวิทยาศาสตร์พยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาตัวนำยิ่งยวดที่อุณหภูมิสูงขึ้น โดยเฉพาะที่ประมาณ 300 องศาเคลวิน   ปัจจุบันสามารถค้นพบตัวนำยิ่งยวดไดที่ อุณหภูมิ 98 องศาเคลวิน จากอ๊อกไซด์ของโลหะที่เรียกว่า "เซรามิก"  เช่น อ๊อกไซด์ของ Strontium, Uttrium เป็นต้น  ที่อุณหภูมิ 98 องศาเคลวิน สามารถควบคุมได้โดยใช้ไนโตรเจนเหลวซึ่งมีราคาถูก การประยุกต์ใช้งานโดยทั่วไปอยู่บนพื้นฐานที่ว่า "ตัวนำยิ่งยวด ไม่มีความต้านทานทางไฟฟ้าและมีแรงผลักกับแม่เหล็ก"  จากคุณสมบัติอันโดดเด่นนี้ต่อไปเราจะเห็นรถไฟฟ้าที่วิ่งอยู่ในเมืองใหญ่เคลื่อนที่ลอยอยู่บนเหนือรางบนสนามแม่เหล็ก  จะเห็นมอเตอร์ไฟฟ้าตัวเล็กลง แต่มีกำลังเท่ากับเครื่องยนต์หลายแรงม้า  จะเห็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ กินไฟน้อย แต่ประสิทธิภาพดีกว่าหรือเท่าเดิม  คอมพิวเตอร์ก็มีขนาดเล็กลงแต่ประมวลผลได้เร็วมากขึ้น  และที่สำคัญที่อยากเห็น คือ สายส่งไฟฟ้าที่ระโยงระยางตามท้องถนน ก็ไม่ต้องใช้สายขนาดใหญ่และมีหม้อแปลงไฟฟ้าให้รกลูกตาอีกต่อไป

ขอบคุณข้อมูลความรู้จาก  อำนาจ  เจริญศิลป์   วิทยาศาสตร์แสนเพลิน  กรุงเทพฯ : 2548