แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราชทัณฑ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราชทัณฑ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ราชทัณฑ์ ธรรมาภิบาล ? [1]



* มานะ  วินทะไชย  



               ในการบริหารประเทศ เครื่องมือที่เป็นกลไกสำคัญยิ่งในการบริหารงานของรัฐ คือ ภาคราชการในการดำเนินกิจการและการบริหารงานประเทศของรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศชาติสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีเสถียรภาพ การปฏิรูประบบราชการ จึงเป็นทางออกเพื่อให้ภาครัฐสามารถสนองตอบต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง หรือเพื่อรองรับยุค โลกาภิวัตน์



               รัฐบาลจึงได้กำหนดมาตรการในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มากขึ้น ด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ทั้งนี้ เพื่อให้กลไกของประเทศ ได้แก่ ภาคราชการ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ประสานความร่วมมือในการบริหารประเทศอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลได้มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. 2542 และต่อมาได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 ซึ่งทั้งสองมาตรการ ประกอบด้วยสาระที่สามารถกำหนดเป็นหลักสำคัญในการปรับปรุงรูปแบบการบริหารและพัฒนาประเทศ ได้ 6 ประการ ได้แก่ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักความมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบและหลักความคุ้มค่า นับเป็นหลักการพื้นฐานของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี



กรมราชทัณฑ์ มิได้แตกต่างไปจากส่วนราชการอื่นๆ ที่ต้องยึดหลักการสำคัญในการบริหารทั้ง 6 หลัก ดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าประสงค์ของรัฐบาลในการที่จะสร้างประชารัฐที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืน เป็นระบบราชการที่ส่งเสริม สนับสนุนและให้บริการแก่ประชาชนด้วยความโปร่งใส ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม เข้ามาตรวจสอบการทำงานได้ อีกทั้งยังเป็นองค์กรที่ทรงไว้ซึ่งความมีคุณธรรม เสมอภาค และคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริง



การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาความคิดเห็นของข้าราชการกรมราชทัณฑ์ที่มีต่อการนำหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีไปใช้ในการบริหารงานของกรมราชทัณฑ์ โดยวิจัยประชากรเฉพาะข้าราชการของกรมราชทัณฑ์ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในสังกัดสำนักและกอง ซึ่งมี จำนวน 544 คน ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2553



ผลการศึกษา

          ข้าราชการส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ มีความคิดเห็นต่อการนำหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมาใช้ในการบริหารงานของกรมราชทัณฑ์ ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง  คือ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.63 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยแบ่งเป็น 6 ด้าน และเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า



          1. หลักความโปร่งใส อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.75

          2. หลักความคุ้มค่า อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.73

          3. หลักคุณธรรม อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.67

          4. หลักนิติธรรม อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.57

          5. หลักความรับผิดชอบ อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.55

          6. หลักการมีส่วนร่วม อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.49



จากผลการศึกษาที่สามารถนำมาสรุปเป็นข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานเพื่อการปรับปรุงภารกิจต่อไปในอนาคตและข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในครั้งต่อไปได้  ดังนี้

1. ผลการศึกษาถึงความคิดเห็นของข้าราชการกรมราชทัณฑ์ต่อการนำหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมาใช้ในการบริหารงานของกรมราชทัณฑ์ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง           (X=3.63) เนื่องจากภารกิจต่างๆ ไม่มีความชัดเจน และเป็นรูปธรรมที่สามารถถือเป็นหลักในการบริหารงานตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองได้อย่างแท้จริง กรมราชทัณฑ์ควรมีการทบทวนภารกิจการอำนวยการและสนับสนุนทั้งหมดของสำนักและกองในสังกัดกรมราชทัณฑ์ รวมทั้งของเรือนจำและทัณฑสถานในส่วนภูมิภาคที่ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในการปฏิบัติงาน ว่าภารกิจใดควรมีอยู่และภารกิจใดควรปรับปรุง โดยการศึกษารูปแบบและวิธีการของระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเพื่อใช้เป็นกรอบของการปรับและเพิ่มเติมภารกิจที่เหมาะสมขึ้นมาใหม่ให้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยจะต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจัง ด้วยกรอบการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงาน

2. เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าความคิดเห็นของข้าราชการส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ต่อการนำหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมาใช้ในการบริหารงานของกรมราชทัณฑ์ ด้านหลักการมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นด้วยน้อยที่สุด(X=3.49) โดยเฉพาะในประเด็น กรมราชทัณฑ์ไม่จำเป็นต้องทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการปฏิบัติงานของข้าราชการเพราะผู้ที่มาติดต่องานราชทัณฑ์นั้น ต่างเป็นผู้มีส่วนได้หรือส่วนเสียผลประโยชน์จึงเกิดอคติต่อการทำงานได้ ทั้งนี้ เนื่องจากกรมราชทัณฑ์ในฐานะหน่วยงานราชการบริหารส่วนกลาง ยังคงมีการบริหารงานตามระบบราชการที่เข้มแข็ง กล่าวคือให้ความสำคัญกับ หลักการแบ่งงานกันทำ ยึดถือกฎ ระเบียบ เป็นหลัก   เน้นความสัมพันธ์แบบทางการไม่ยึดถือตัวบุคคล โดยไม่ให้ความสนใจกับการมีส่วนร่วมในการทำงาน แม้กระทั่งภายในฝ่าย/ส่วนของหน่วยงานเดียวกัน แต่มุ่งเน้นการทำงานตามหน้าที่และสายการบังคับบัญชาเท่านั้น โดยไม่ต้องการเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับภาคส่วนอื่น รวมถึงประชาชน กล่าวคือ ไม่ต้องการรับฟังความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานของหน่วยงาน    หากไม่มีกฎ หรือระเบียบรองรับ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม ตลอดจนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ที่เน้นหนักและให้ความสำคัญกับการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน หรือการบูรณาการเพื่อประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเน้นให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง (citizen centered) ซึ่งในเบื้องต้นจำเป็นต้องรับฟังเสียงสะท้อนการปฏิบัติงานของหน่วยงานจากประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการบริหารและพัฒนาหน่วยงานให้เป็นไปเพื่อการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนในการให้บริการประชาชนภายใต้ภารกิจที่รับผิดชอบ ดังนั้นผู้บริหารควรเร่งปลูกจิตสำนึกให้กับข้าราชการให้มุ่งเน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วม และกำหนดแนวทางหรือวิธีการบูรณาการการทำงานทั้งภายในและภายนอกองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีประชาชนในฐานะผู้มีส่วนได้เสียจากการปฏิบัติงานของหน่วยงาน เป็นศูนย์กลางในการทำงานหรือการให้บริการ ภายใต้การกำกับ ตรวจสอบและประเมินผลการทำงาน ที่มีประสิทธิภาพ

3. จากการศึกษาพบว่าความคิดเห็นของข้าราชการส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ต่อการนำหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมาใช้ในการบริหารงาน ด้านหลักความรับผิดชอบ (X=3.55) กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นด้วยน้อยที่สุดรองลงมา โดยเฉพาะในประเด็นกรมราชทัณฑ์ขาดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานทำให้ผู้ปฏิบัติงานขาดมาตรฐานในการทำงาน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน เป็นเครื่องมือหรือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของหน่วยงานและข้าราชการ ผ่านการกำกับ ควบคุม ตรวจสอบสิ่งที่ตั้งเป้าไว้หรือสิ่งที่มุ่งหมายไว้ด้วยตัวชี้วัดและมาตรฐานการทำงาน เพื่อเป็นเครื่องกำหนดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ใช้ในการสื่อสารให้ทราบเพื่อถือปฏิบัติทั่วทั้งองค์กรและประการสำคัญที่สุด เพื่อการแสดงประสิทธิภาพและประสิทธิผลการทำงาน ดังนั้น ผู้บริหารควรให้ความสำคัญและสร้างความตระหนักในความรับผิดชอบต่อผลการดำเนินงานของหน่วยงานและข้าราชการ โดยการให้ตัวชี้วัดและมาตรฐานการทำงาน เป็นกรอบแนวทางการปฏิบัติงานอย่างจริงจัง เพื่อเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบและประเมินผล ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของหน่วยงานได้อย่างแท้จริง

4. การแสวงหาแนวทางในการปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการดำเนินงานตามหลักหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้แก่

    - การศึกษารูปแบบ  กระบวนการทางกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ สนองตอบต่อความต้องการของประชาชน มีความทันสมัยและปฏิบัติได้จริง

    - ศึกษารูปแบบการสรรหาผู้บริหารระดับสูง โดยการรับสมัครบุคลากรทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงาน ปรับกระบวนการคัดเลือกโดยใช้หลักประชาธิปไตยด้วยการให้ผู้สมัครแสดงวิสัยทัศน์การบริหารงานและให้บุคลากรกรมราชทัณฑ์ทั่วประเทศลงคะแนนเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและได้ผู้บริหารมืออาชีพ

                    - ศึกษารูปแบบการทำสำนักงานอัตโนมัติ เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานการทำงานของกรมราชทัณฑ์ให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล

ผู้เขียนยอมรับว่าแม้ผลการศึกษาในภาพรวมจะอยู่ในระดับปานกลาง แต่จากการศึกษาเฉพาะข้าราชการส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ หาใช่การศึกษาที่ครอบคลุมไปถึงข้าราชการในส่วนเรือนจำและทัณฑสถานแต่อย่างใด ผลการศึกษาดังกล่าวย่อมไม่อาจสะท้อนระดับ “ธรรมาภิบาล”ในงานราชทัณฑ์ได้อย่างแท้จริง    จึงจำเป็นต้องศึกษากลุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุมทั้งข้าราชการในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อตรวจสอบว่า ภารกิจราชทัณฑ์ที่ดำเนินการอยู่นั้น สอดคล้องต้องกันกับหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ ? เพื่อคลายความสงสัยหรือข้อข้องใจของผู้เขียน กล่าวคือ ใช่หรือไม่ว่า “ระดับปานกลาง”     มีค่าเท่ากับ ไม่แน่ใจ หรือไร้ซึ่ง ธรรมาภิบาล


……………………….





[1] สรุปความจาก มานะ วินทะไชย.2555 .ความคิดเห็นของข้าราชการกรมราชทัณฑ์ต่อการนำหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมาใช้ในการบริหารงานของกรมราชทัณฑ์.ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

งานราชทัณฑ์” ในสายตา มาร์กซิสม์ (Marxism)




* มานะ  วินทะไชย  

           จากการตรวจสอบปรัชญาการเมืองสายสังคมนิยม สำนักความคิด Marxism ยังไม่มีนักปรัชญาการเมืองท่านใด กล่าวถึงความเกี่ยวข้องกับงานราชทัณฑ์ไว้อย่างเป็นการเฉพาะ หากแต่ได้กล่าวถึงเป็นภาพรวมของสังคม-การเมืองที่เคลื่อนไหวและเป็นไป ในฐานะกลไกและองคาพยพหนึ่ง ภายใต้ความกว้างใหญ่และซับซ้อนในนามของ รัฐ โดยผู้เขียนได้นำแนวความคิดโครงสร้างทางสังคมส่วนบน-ล่าง ของนัก ปรัชญาการเมืองสำนัก Marxism 2 ท่าน มาอธิบายประกอบทัศนะต่องานราชทัณฑ์ ดังนี้


          นักปรัชญาท่านแรกเป็นต้นตระกูลสำนักคิด Marxism คือ Karl Marx (1818-1883)  ผู้เชื่อมั่นว่า ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติหาใช่สิ่งอื่นใด แต่มันคือประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ทางชนชั้น และเมื่อใดที่ชนชั้นล่าง หรือผู้ใช้แรงงาน สามารถเอาชนะชนชั้นนายทุนผู้ขูดรีด แล้ว รัฐจะปราศจากหรือหายไป ทุกคนจะเท่าเทียมกันทางสังคม ทั้งด้านการเข้าถึงทรัพยากร การกระจายผลผลิต หรือการจัดสรรผลประโยชน์จากแรงงาน และแน่นอนว่า โครงสร้างส่วนบน (Super structure) ในความคิดของ Marx อันประกอบด้วย อุดมการณ์ ความคิด ความเชื่อ กฎหมาย ศีลธรรม ปัญญา (วัชรพล,2549:26) โดยในความเห็นของผู้เขียน วาทกรรม(Discourse) ตามความหมายของ Michel Foucault ก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างส่วนบน กล่าวคือ เป็นระบบและกระบวนการในการสร้าง/ผลิตเอกลักษณ์ (Identity) และความหมาย (Significance) ให้กับสรรพสิ่งต่างๆในสังคมที่ห่อหุ้มเราอยู่ โดยวาทกรรมยังทำหน้าที่ตรึงสิ่งที่สร้างขึ้นให้ดำรงอยู่ และเป็นที่ยอมรับของคนในสังคมวงกว้าง (ไชยรัตน์,2545) เป้าหมายหลัก คือ เป็นสิ่งที่รัฐ หรือนายทุนใช้ปลูกฝัง เสมือนยากล่อมประสาท เพื่อมอมเมาประชาชนให้เชื่อฟัง เชื่อมั่นในรัฐ ก็ต้องมีอันสลายตามไปด้วย
 

  อย่างไรก็ตามนักปรัชญาการเมืองอีกท่านหนึ่ง คือ Antonio Gramsci (1891-1939) ผู้เป็นนักคิดสายสังคมนิยม สกุล Marxism แห่งอิตาลี ยังคิดต่อไปว่า การที่โครงสร้างส่วนบนดังกล่าว ของรัฐนายทุน คงอยู่ได้ ก็เพราะมี โครงสร้างส่วนล่าง (Lower structure) กล่าวคือ เครื่องมือ กลไกในการขับเคลื่อน จูงใจ และโน้มน้าวให้ทำ บังคับทั้งทางร่างกายและจิตใจให้เชื่อฟังและปฏิบัติตาม  มีการลงโทษเมื่อฝ่าฝืน โดยจำแลง แปลงร่างมาในรูปของ โรงเรียน มหาวิทยาลัย วัด ตำรวจ ทหาร ศาล และเรือนจำ เป็นต้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างภาวการณ์ครองอำนาจนำทางการเมือง (Political Hegemony) เพื่อครอบครองความคิด โน้มน้าวให้เกิดการยอมรับ (วัชรพล,2549:29) เป็นพิธีกรรมของรัฐ (ผ่านโครงสร้างส่วนล่าง) ในการย้ำความน่าสะพรึงกลัวของอำนาจ (โครงสร้างส่วนบน) อยู่เสมอ ทั้งนี้ รัฐอำนาจ-ความกลัว เป็นสามสิ่งที่ต้องอยู่ร่วมกัน (ไชยันต์,2551:44)

Gramsci เชื่อว่า เมื่อสังคมพัฒนาสู่ความเสมอภาคตามอุดมคติ (Communism) ย่อมส่งผลให้โครงสร้างส่วนบน เพื่อการมอมเมาความคิดประชาชน และโครงสร้างส่วนล่าง เพื่อการบังคับ ข่มขู่ ทำร้ายร่างกายและจิตใจประชาชน ก็ไม่จำเป็นต้องคงไว้อีกต่อไป ด้วยเหตุที่เชื่อมั่นว่าทุกคนในสังคม เป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยเหตุผล รู้จักการแบ่งงานกันทำ ตลอดจนมีการกระจายผลประโยชน์ที่ได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม



จะเห็นได้ว่า ในกระบวนทัศน์ของปรัชญาการเมืองดังกล่าว งานราชทัณฑ์ที่กำหนดบทบาทว่าเป็นงานคุ้มครองสังคม ด้วยการระงับ ยับยั้ง สร้างความกลัวต่อการกระทำผิดของคนในสังคม รวมถึงการลงโทษให้เกิดความเข็ดหลาบ แท้จริงแล้วเป็นเพียงกลไกหนึ่งของรัฐในการพยุงให้คงไว้ซึ่ง โครงสร้างส่วนบน ที่บงการโดยรัฐ ผ่านชนชั้นปกครองและนายทุน เพื่อการเอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นของตน หาใช่ประโยชน์ของสังคมโดยรวมแต่อย่างใด และหากพิจารณาในกรอบของสสารนิยมวิภาษวิธี (Dialectic Materialism) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Marxism พบว่างานราชทัณฑ์ ร่วมกับโครงสร้างส่วนล่างอื่นๆ เช่น ตำรวจ ทหาร รวมถึงหน่วยบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ภายใต้บงการของรัฐ จะอยู่ในกระบวนการขัดแย้งและต่อต้าน (Anti-Thesis) กล่าวคือ เป็นการข่มขู่ คุกคาม ลงโทษ ทำร้าย ปราบปราม จองจำประชาชนผู้มีแนวคิดเป็นปฏิปักษ์ด้วยข้อเสนอ (Thesis) หรือข้อเรียกร้อง อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ภายใต้ความเชื่อแห่งอุดมการณ์สูงสุดที่รัฐเพียรประกอบสร้างและปลูกฝังให้ประชาชนคล้อยตาม ด้วยเหตุดังกล่าว กระบวนการสังเคราะห์หรือหลอมรวม ของความคิดที่ขัดแย้งกันในสังคม (Synthesis) ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะในประวัติศาสตร์ รัฐ จะไม่เปิดพื้นที่หรือโอกาสให้กับ ข้อเสนอ ใดของประชาชนที่ขัดหรือแย้งกับโครงสร้างส่วนบนที่รัฐยึดมั่น



 ในประวัติศาสตร์ “งานราชทัณฑ์ ในฐานะโครงสร้างส่วนล่าง เป็นกลไกหนึ่งที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกครองของรัฐ อย่างเงียบเชียบ แต่ทรงประสิทธิภาพยิ่ง มาทุกยุคทุกสมัย ทว่าด้วยบทบาทของงานราชทัณฑ์ดังกล่าว ใช่หรือไม่ว่าจำนวนผู้ถูกจองจำที่ล้นเกินการแบกรับ อาจมาจากสาเหตุภายใต้แนวคิดหรือปรัชญาข้างต้น ที่ถูกกำหนดโดยโครงสร้างส่วนบน (Super structure determinism) และตราบใดที่ ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติหาใช่สิ่งอื่นใด แต่มันคือประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ทางชนชั้น อย่างที่ Marx กล่าวไว้เมื่อเกือบ 200 ปีก่อน นั่นคือ การต่อสู้ของชนชั้นที่แตกต่างกันในด้านทุน ความรู้ การเข้าถึงและการแบ่งปันทรัพยากร การเข้าถึงการรับบริการจากภาครัฐ ยังคงมีอยู่ตลอดเวลา ถือเป็นความขัดแย้งในสังคมที่แสวงหาความเท่าเทียมและเป็นธรรม ส่งผลให้คนจำนวนหนึ่งซึ่งพ่ายแพ้การต่อสู้ เป็นพวกด้อยโอกาส ถูกผลักเข้าสู่ระบบเรือนจำจนกระทั่งเกิดวิกฤต นักโทษล้นคุก หากแต่เป็นวิกฤตเฉพาะของหน่วยงานที่มีหน้าที่ควบคุม ดูแล ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งภายใต้โครงสร้างส่วนล่าง และตราบใดที่รัฐ ภายใต้โครงสร้างอำนาจรัฐรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง ที่มีรัฐเป็นตัวตั้ง สังคมเป็นตัวตาม (เสกสรรค์,2554:91)ไม่เชื่อว่ามันเกิดภาวะวิกฤต และไม่คิดว่าเครื่องมือและกลไกการทำงานหนึ่งของรัฐ ที่ไร้พลังอำนาจการต่อรองกับโครงสร้างส่วนบนในทุกกรณี จะสามารถยกระดับหรือทำตัวเป็นปัญหาได้ สภาวะการมองไม่เห็น ฟังไม่ได้ยิน สัมผัสไม่รู้สึก จึงเกิดขึ้น ประกอบกับ ความรุนแรงของปัญหายังไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างส่วนบน รัฐย่อมไม่นำพา หรือใส่ใจ อาจมีบ้างก็เพียงการเยียวยา แบบประคับประคอง ด้วยการหยิบยื่น “วิตามินเสริม หาใช่การ ผ่าตัดใหญ่ร่วมกับองคาพยพอื่นๆ ทั้งในและนอกกระบวนการยุติธรรม   เพื่อแก้ไขวิกฤตในระดับรากเหง้า เฉกเช่นที่งานราชทัณฑ์ไทย กำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน



เอกสารอ้างอิง



ติน ปรัชญพฤธิ์.2553.ทฤษฎีองค์การ.สำนักพิมพ์อินทภาษ.กรุงเทพมหานคร


ไชยันต์ ไชยพร.2551.ข้อวิพากษ์ทฤษฎีการเมืองของคลิฟฟอร์ด เกียทซ์.สำนักพิมพ์โอเพนบุค. 

         กรุงเทพมหานคร

ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.2545.วาทกรรมการพัฒนา: อำนาจ ความรู้ ความจริง เอกลักษณ์และความ 

          เป็นอื่น. สำนักพิมพ์วิภาษา.กรุงเทพมหานคร

วัชรพล พุทธรักษา.2549.รัฐบาลทักษิณกับความพยายามสร้างภาวการณ์ครองอำนาจนำ.วิทยานิพนธ์

        รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการปกครอง ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์

        มหาวิทยาลัย

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล.2554.เปลี่ยนประเทศไทยด้วยพลังพลเมือง ยุติการเมืองแบบหางเครื่อง.ปราชญ์
           สำนักพิมพ์. กรุงเทพมหานคร